โทรศัพท์ 1358

Pineapple Fiber: จากผลไม้สู่รันเวย์! นวัตกรรมเส้นใยสุดจึ้งที่สายแฟต้องมี
Pineapple Fiber: จากผลไม้สู่รันเวย์! นวัตกรรมเส้นใยสุดจึ้งที่สายแฟต้องมี
Pineapple Fiber: จากผลไม้สู่รันเวย์! นวัตกรรมเส้นใยสุดจึ้งที่สายแฟต้องมี ในวันที่โลกแฟชั่นไม่ได้แข่งกันแค่ “ความงาม” แต่กำลังแข่งขันกันด้วย “ความรับผิดชอบต่อโลก” วัสดุที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังมาแรงและถูกจับตามองในระดับโลก คือ “เส้นใยสับปะรด” (Pineapple Fiber) วัสดุที่พลิกภาพ “ของเหลือทางการเกษตร” ให้กลายเป็น “ไอเทมแฟชั่นระดับพรีเมียม” ได้อย่างน่าทึ่ง จุดเริ่มต้น >> ขยะจากใบสับปะรด…สู่แฟชั่นสุดสร้างสรรค์ที่มากกว่าแค่ “วัสดุ” ทุก ๆ ปี “ใบสับปะรด” มักถูกทิ้งหรือเผาทำลายหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งก่อให้เกิดทั้งมลพิษทางอากาศและการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น #แต่!! ในมุมมองของนักนวัตกรรม ใบสับปะรดไม่ใช่ “ขยะ” หากแต่เป็น “แหล่งเส้นใยธรรมชาติ” ที่มีศักยภาพสูง ด้วยการใช้กระบวนการสกัดเส้นใยจากใบ (Fiber Extraction) แล้วนำมาผ่านการแปรรูปเชิงเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นวัสดุที่เรียกว่า Piñatex ซึ่งสามารถใช้ทดแทนหนังสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ... และในขณะเดียวกันนักออกแบบทั่วโลกกำลังนำเส้นใยสับปะรดมาตีความใหม่ ให้กลายเป็นแฟชั่นที่ทั้ง “ล้ำ” และ “เล่าเรื่องได้” นี่คือการเปลี่ยน “ของไร้ค่า” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรแห่งอนาคต” อย่างแท้จริง คุณสมบัติที่ทำให้ Pineapple Fiber ไม่ธรรมดา เส้นใยสับปะรดไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องความยั่งยืน แต่ยังตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และดีไซน์ ได้อย่างครบถ้วน คุณสมบัติเด่น ได้แก่ >> แข็งแรงและยืดหยุ่น – เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความทนทาน เช่น กระเป๋า รองเท้า น้ำหนักเบา – สวมใส่สบาย คล่องตัวทุกไลฟ์สไตล์ พื้นผิวคล้ายหนัง – ให้ความรู้สึกหรูหราโดยไม่ต้องใช้หนังสัตว์ ระบายอากาศได้ดี – ลดความอับชื้นเมื่อใช้งาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – ลดการใช้สารเคมีและทรัพยากร สิ่งเหล่านี้ทำให้ Pineapple Fiber ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลือก” แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของวัสดุแฟชั่น จากแล็บสู่รันเวย์ >> เมื่อแฟชั่นระดับโลกเลือกความยั่งยืน ปัจจุบัน แบรนด์แฟชั่นจำนวนมากเริ่มหันมาใช้วัสดุทางเลือก เช่น เส้นใยสับปะรด และเส้นใยจากธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 👕 เสื้อผ้า: ดีไซน์ที่หายใจได้ เส้นใยสับปะรดสามารถนำมาทอเป็นผ้า หรือผสมกับเส้นใยอื่น เพื่อเพิ่มความนุ่ม และความยืดหยุ่น ทำให้เกิดผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น เสื้อแจ็กเก็ตทรงมินิมอล ที่โชว์พื้นผิวธรรมชาติแบบไม่ต้องแต่งเติมมาก เสื้อเชิ้ต Eco-Luxury ที่ผสมความหรูและความรักษ์โลก เสื้อผ้าแนว Streetwear ที่ใช้ texture ของเส้นใยเป็นจุดเด่น 👜 กระเป๋า: จากธรรมชาติสู่ไอเทมแฟชั่นระดับพรีเมียม เพราะพื้นผิวมีความคล้ายหนัง และสามารถขึ้นรูปได้หลากหลาย เช่น กระเป๋าทรงเรขาคณิต (Geometric Bag) ที่เน้นโครงสร้างชัดเจน กระเป๋าสานผสมวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ เช่น หวาย หรือผักตบชวา กระเป๋าแฟชั่นแบบ Limited Edition ที่โชว์ texture เส้นใยแบบดิบๆ 👟 รองเท้า: นวัตกรรมที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะทั้งเบา ทน และมีความยืดหยุ่น เช่น รองเท้าผ้าใบ (Sneakers) ที่ใช้ Pineapple Fiber เป็นส่วนประกอบส่วนบนของรองเท้า (Upper) รองเท้าแฟชั่นแนวมินิมอล ที่เน้นสีเอิร์ธโทน รองเท้าลำลองแบบ Unisex ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เมื่อโลกต้องการมากกว่าความสวย แฟชั่นหมุนเวียนจึงได้เกิด อุตสาหกรรมแฟชั่นถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษมากที่สุดในโลก ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการกำจัดขยะสิ่งทอ แนวคิด Circular Fashion (แฟชั่นหมุนเวียน) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และลดของเสียให้น้อยที่สุด Pineapple Fiber เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ เพราะ... ใช้วัตถุดิบจากของเหลือ ลดการพึ่งพาหนังสัตว์ สามารถพัฒนาให้ย่อยสลายได้ในอนาคต นี่คือการออกแบบที่คิด “ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” ไม่ใช่แค่ผลิตแล้วจบ โอกาสของไทย ในฐานะผู้ผลิตสับปะรด สู่ผู้สร้างนวัตกรรม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตสับปะรดจำนวนมากในระดับโลก หมายความว่า เรามี “วัตถุดิบ” อยู่แล้วโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยสามารถ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากของเหลือ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้านวัสดุชีวภาพ ผลักดันแบรนด์แฟชั่นไทยสู่เวทีโลก นี่ไม่ใช่แค่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่คือโอกาสในการสร้าง “ภาพลักษณ์ประเทศ” ในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน “ถ้าคุณกำลังมองหาแฟชั่นที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่คืออนาคต... เส้นใยสับปะรด คือคำตอบที่ใช่ที่สุดในตอนนี้!” น.ส.พวงผกา บุญยรัตนพันธ์ – นักวิชาการอุตสาหกรรม – ผู้เขียน กลุ่มพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
09 มิ.ย. 2569
เครื่องประดับฮีลใจ โอกาสเติบโตของ SME ไทยในตลาดสากล
เครื่องประดับฮีลใจ โอกาสเติบโตของ SME ไทยในตลาดสากล
เครื่องประดับฮีลใจ โอกาสเติบโตของ SME ไทยในตลาดสากล กระแส “เครื่องประดับเพื่อการฮีลใจ” (Spiritual Jewelry) ได้สร้างบทบาทใหม่ให้กับเครื่องประดับ จากเดิมที่เป็นเพียงไอเท็มเสริมลุคและสะท้อนรสนิยมของผู้สวมใส่ เปลี่ยนไปสู่การเป็นเครื่องมือแทนความเชื่อของผู้บริโภคในปัจจุบัน เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนจึงเริ่มปรับตัวและหันกลับมาใส่ใจ “สุขภาวะทางใจ” (Mental Well-being) มากยิ่งขึ้น โดยมองว่าเครื่องประดับไม่ได้มีหน้าที่เพียงเติมเต็มความงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ เสริมสมดุลทางจิตใจ (Emotional and Mental Balance) และเป็นเหมือนตัวแทนของพลังบวกที่ช่วยเยียวยาจิตใจในชีวิตประจำวัน จาก “ความสวยงาม” สู่ “ความหมาย” เครื่องประดับเพื่อสุขภาพ จัดได้ว่าเป็นศาสตร์ของ Crystal Healing แตกต่างจากเครื่องประดับดั้งเดิมที่เน้นมูลค่าของวัสดุ (Value based on material) เพราะหัวใจสำคัญคือ “คุณค่าบนพื้นฐานของพลังเชิงสัญลักษณ์” (Value based on symbolic power) ที่ไม่ใช่แค่สิ่งที่สวมใส่ แต่เป็นการสื่อสารและเชื่อมโยงตัวตนของผู้ใช้เข้ากับพลังงานของอัญมณีและหินสี จะเห็นได้ว่าแบรนด์เครื่องประดับสากล ได้เปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากการเน้นความเชื่อความศรัทธา (Faith) หรือความเป็นสิริมงคล (Auspiciousness) มาเป็นการให้ประโยชน์ด้านอารมณ์และจิตใจ ที่สามารถสะท้อนความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้อย่างลงตัว ความเชื่อเรื่องพลังงานในอัญมณีไม่ได้เป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมา หากอธิบายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์จะพบว่าอัญมณีและหินสีบางชนิดมีพลังงานอยู่จริง เช่น ปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริก (Piezoelectric Effect) คือ การสร้างประจุไฟฟ้าจากแรงกด พบในแร่ควอตซ์ (Quartz) ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ใช้ในนาฬิกาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประจุไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเชื่อว่าจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจที่ฟุ้งซ่านปรับเข้าสู่สภาวะสมดุลปกติ (Homeostasis) ได้ง่ายขึ้น ปรากฏการณ์ไพโรอิเล็กทริก (Pyroelectric Effect) คือ การสร้างประจุไฟฟ้าจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น พลอยทัวร์มาลีน (Tourmaline) จะปลดปล่อยรังสีอินฟราเรดในช่วงความยาวคลื่น 3–20 µm(1,2) เมื่อได้รับความร้อน มีงานวิจัยพบว่าสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในระดับเส้นเลือดฝอย (Micro-circulation) ช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษ (Detoxification) ได้ดีขึ้น โอกาสเติบโตของ SME ไทย จากการวิเคราะห์ตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดโลกจะสูงขึ้นจาก 15.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 16.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 (เติบโตเฉลี่ย 6.7% ต่อปี) ด้วยทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและช่างฝีมือของไทย หากผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเชื่อมโยงและเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการออกแบบ (Value creation with design) อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างเรื่องราว (Storytelling) และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ (Brand identity) จะสามารถยกระดับสินค้าท้องถิ่น (Local Product) รูปแบบเดิม สู่ “Spiritual Jewelry” ที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน เอกสารอ้างอิง 1. Chen, F. S., Chung, H. Y., Chen, Y. J., Li, P. Y., Sasaki, T., Ishikawa, Y., Tanei, S., & Arai, I. (2024). Analysis of the impact of tourmaline and terahertz-infused clothing on heart rate variability. Journal of Biomedical Research & Environmental Sciences, 5(1), 1–4. https://doi.org/10.37871/jbres1757 2. Su, L. H., Wu, K. D., Lee, L. S., Wang, H., & Liu, C. F. (2009). Effects of far infrared acupoint stimulation on autonomic activity and quality of life in hemodialysis patients. American Journal of Chinese Medicine, 37(2), 215–226. https://doi.org/10.1142/S0192415X09006783 3. The Business Research Company. (2024). Spiritual jewelry global market report 2024. https://www.thebusinessresearchcompany.com/.../spiritual.... นายชวลิต จันคันธา ผู้เขียน นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
28 พ.ค. 2569
Better-for-You Snacks สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง สร้างสรรค์ความอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด
Better-for-You Snacks สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง สร้างสรรค์ความอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด
Better-for-You Snacks สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างสร้างสรรค์ความอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด ขนมขบเคี้ยวมักเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาดี ๆ ที่เรามักจะหยิบมาทานระหว่างดูซีรี่ส์ นั่งคุยเล่นกับเพื่อน หรือแม้แต่ตอนที่เหนื่อยล้าอยากได้ขนมช่วยฮีลใจ ขนมจึงไม่ใช่แค่ของทานเล่นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการเติมความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคจึงเปลี่ยนไป ขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ยังกินของอร่อยได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด “Guilt-free snacks” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนทำ แต่เป็นใครที่ทำได้ “น่าสนใจมากพอ” ต่างหาก Local Ingredients -> Create New Products: วัตถุดิบของไทยมีโอกาสกลายเป็นสินค้าใหม่ๆ ได้ไหม? เมื่อมองหาโอกาสในการพัฒนาสินค้า วัตถุดิบของไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะวัตถุดิบท้องถิ่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยนั้นล้วนมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่การทำตามกระแส Guilt-free snacks แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่นให้กับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่มีสินค้าเหมือนๆ กัน และมีผู้ขายจำนวนมาก จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้น หากจะสร้างความแตกต่างได้ต้องลองคิดนอกกรอบ เน้นการสร้าง “ประสบการณ์ใหม่” ให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้อยู่ในรูปแบบที่แปลกใหม่ ทดลองผสมผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างให้ลงตัว หรือเล่าเรื่องความเป็นมาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่มีเอกลักษณ์ เมื่อขนมขบเคี้ยวสุขภาพนั้น มีทั้งรสชาติ เรื่องราว และคุณค่า ผู้บริโภคก็จะได้รับประสบการณ์ที่มีความหมายและรู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่เลือก For example: ผู้ประกอบการตัวอย่าง ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพไม่ซ้ำใคร ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยเชิงสร้างสรรค์ (DIPROM Creative Snack) ที่จัดขึ้นในปี 2568 โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อย่าง บริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด ที่นำผลผลิตส่วนเกินทางการเกษตร เช่น ผลไม้ตกเกรดอย่างกล้วยหอมทองสุก มาผ่านกระบวนการทอดแบบสุญญากาศ (Vacuum Fryer) ทำให้ได้เนื้อสัมผัสกรอบฟูคล้ายป๊อปคอร์น พร้อมรสหวานธรรมชาติไม่ต้องเติมน้ำตาล กลายเป็น “กล้วยหอมทองป๊อป (Banana Pop)” ขนมแปรรูปจากกล้วยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดนใจสายรักสุขภาพ อีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่ง คือ บริษัท ข้าวคุณแม่ ฟู้ดแอนด์เบอเวอเรจ จำกัด ที่นำข้าวคุณภาพดีจากชุมชนมาพัฒนาเป็นขนมขบเคี้ยวและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยโปรตีนทางเลือก อย่าง “ผงจิ้งหรีด” และปรับภาพลักษณ์สินค้าด้วยแบรนด์ใหม่ “Gohan” พร้อมคาแรคเตอร์จิ้งหรีดสุดน่ารัก ช่วยลดอคติของผู้บริโภค ทำให้เปิดใจลองทานโปรตีนทางเลือกจากแมลง เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น ความสร้างสรรค์ คือ “พลังสำคัญ” ที่ช่วยให้สินค้าเป็นที่น่าจดจำ การมองเห็นคุณค่าในวัตถุดิบที่มีอยู่รอบตัวและนำมาต่อยอดด้วยไอเดียใหม่ ๆ คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ความแตกต่าง” ที่แท้จริง แม้เส้นทางของการพัฒนาสินค้าอาจไม่ง่าย แต่ทุกความพยายามในการปรับเปลี่ยนล้วนเป็นการลงทุนที่มีความหมาย ขอเพียงเชื่อในสิ่งที่ทำและใช้พลังความสร้างสรรค์ก้าวเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง เพราะทุกการทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ในวันนี้จะเป็นกุญแจที่พาคุณเปิดประตูสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน นางสาวพิมพ์ชนก วิลาศรี ผู้เขียน กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
12 พ.ค. 2569
“Influencer ผู้มาก่อนกาล” ผู้ทรงเปลี่ยนผ้าไทยให้โลกต้องมอง !!!
“Influencer ผู้มาก่อนกาล” ผู้ทรงเปลี่ยนผ้าไทยให้โลกต้องมอง !!!
“Influencer ผู้มาก่อนกาล” ผู้ทรงเปลี่ยนผ้าไทยให้โลกต้องมอง !!! ✨หากจะกล่าวถึง “Influencer ผู้มาก่อนกาล” แฟชั่นไอคอนผู้ปฏิวัติและฟื้นฟูผ้าไทยด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงปีพุทธศักราช 2503 ประเทศไทยเริ่มเปิดประตูสู่สากลอย่างเต็มตัว ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทันสมัยของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จุดเริ่มต้น... จากโจทย์ที่ไม่มีคำตอบในตอนแรก !! ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงปีพุทธศักราช 2503 ปัญหาใหญ่ คือ เราไม่มีชุดประจำชาติของสตรีไทยที่เป็นเอกลักษณ์ ในสมัยนั้นสตรีไทยแต่งกายตามแฟชั่นตะวันตก หรือผสมผสานผ้าซิ่นกับเสื้อลูกไม้ ซึ่งยังดูไม่เป็นสากลสำหรับเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองระดับประมุขของรัฐ (State Banquet) พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า “ถ้าเราจะไปเมืองเขา เราควรมีชุดที่เป็นของเราเอง เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าเรามีวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองมานาน” 🎯 >> หาจุดแข็งที่คนอื่นไม่มี (Distinctive Identity) ก่อนจะไปแข่งกับใคร ต้องรู้ว่า "เราคือใคร" พระองค์ทรงมองว่าถ้าแต่งกายตามฝรั่ง เราจะเป็นได้แค่ผู้ตาม เราต้องนำ “ผ้าไทย” มาใช้ เพื่อดึง “เสน่ห์” ของไทย ให้คนทั้งโลกต้องหันมามอง 🪡ถึงเวลาของการผนึกกำลัง... ตะวันออกพบตะวันตกพระองค์ทรงนำผ้าไทย (วัตถุดิบ) ไปให้ดีไซเนอร์ระดับโลกช่วยตัดเย็บโดยพระองค์ทรงมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมออกแบบ นั่นคือ • ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีชั้นสูงเข้ามาช่วยดูแลเรื่อง “โครงสร้าง” ของชุดให้ดูสากล สง่างาม เหมาะสมกับกาลเทศะ • นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญของไทย ผู้ช่วยค้นคว้าเรื่องรูปแบบการนุ่งห่มของสตรีไทยในราชสำนักสมัยโบราณผลที่ได้คือชุดที่ “คนไทยภูมิใจและต่างชาติยอมรับ” 🤝>> ผสานความเชี่ยวชาญจากมืออาชีพ (Professional Collaboration) ถ้าเรามีของดีแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่เก่ง ให้ลองหาพาร์ทเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแบ่งปันมุมมองอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์เรา เพื่อให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากล โดยยังคงตัวตนของเราไว้ 👑ถือกำเนิด.. ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนัก อันเนื่องด้วยพระปรีชาสามารถและพระราชปณิธานอันแรงกล้าของพระองค์ในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย จึงได้ถือกำเนิดเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติของสุภาพสตรีไทยจำนวน 8 แบบ หรือที่เรียกว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” อันได้แก่ ชุดไทยจักรี ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยศิวาลัย เพื่อใช้สวมใส่ในโอกาสที่ต่างกัน ตั้งแต่ชุดลำลองไปจนถึงชุดราตรีสโมสร 🧵นำไปสู่ การ "ปฏิวัติผ้าไทย” อย่างแท้จริง ผ้าไหมมัดหมี่ในยุคนั้นถูกมองว่าเป็น “ผ้าบ้านนอก” หรือผ้าของคนจน แต่พระองค์ทรงนำมาตัดเย็บเป็นชุดราตรีชั้นสูง (Haute Couture) สวมใส่ออกงานท่ามกลางประมุขของนานาประเทศได้อย่างสมพระเกียรติ เมื่อชาวโลกเห็นความงามของผ้าไทย ความต้องการผ้าไทยก็พุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรไทยให้มีรายได้เสริมจากการทอผ้า >> ปรับภาพลักษณ์ (Re-Branding) ของดีอยู่ที่ “การจัดวาง” (Context) ของบางอย่างแค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอ หรือเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มูลค่าก็เพิ่มขึ้นทันที เหมือนกับที่ทรงหยิบ “ผ้ามัดหมี่” มาเปลี่ยนนิยามใหม่ ให้กลาย “ชุดราตรีชั้นสูง” ควบคู่ไปพร้อมกับการเปลี่ยนชีวิตของเกษตรไทย ให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคือการสร้าง Social Impact อย่างชาญฉลาด เครื่องมือการทูตด้วย “ฉลองพระองค์” ตลอดการเสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่ชื่นชมและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชนระดับโลก ด้วยพระราชจริยวัตรที่งดงาม สง่างาม พร้อมด้วยฉลองพระองค์ที่สะท้อนถึงรสนิยมอันประณีต ตลอดจนพระราชดำรัสที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมตะวันตก สื่อต่างชาติในยุคนั้น (เช่น นิตยสาร Vogue, Vanity Fair หรือนิตยสารแฟชั่นในยุโรป) ต่างยกย่องว่าพระองค์ทรงเป็น "พระราชินีที่มีพระสิริโฉมงดงามและแต่งกายงดงามที่สุดในโลก" นับว่าเป็นผลลัพธ์จากพระราชกุศโลบายในการผลักดันผ้าไทย ไม่เพียงแต่ทำให้นักออกแบบชั้นนำได้สัมผัสกับความงามที่มีเอกลักษณ์ของผ้าไทย แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่สายตาผู้คนทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้นหลายครั้งพระองค์ทรงนำฉลองพระองค์ชุดเดิมมา “ดัดแปลง” หรือเปลี่ยนเครื่องประดับเพื่อใช้งานในโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นต้นแบบของความยั่งยืน (Sustainability) สำหรับแฟชั่นยุคปัจจุบัน “แม้ในยุคนั้นที่ยังไม่มีการสื่อสารไร้พรมแดน แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล พระองค์ได้ทรงวางรากฐานอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล ทรงพลิกฟื้นงานหัตถศิลป์พื้นบ้านไทยให้กลายเป็นงานฝีมือที่ทรงคุณค่าและร่วมสมัย และทรงสร้างคุณค่าให้ผ้าไทยที่ไม่ใช่เพียงอาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ และความยั่งยืนของชาติ” 🫶และนี่คือ... แบบอย่างของ “Influencer ผู้มาก่อนกาลของไทย” ผู้ทรงใช้ความงามขับเคลื่อนคุณค่า และเปลี่ยนภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นพลังของโลกอย่างแท้จริง ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม นางสาวเบญจมาศ วรลักษณกุล นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ - ผู้เขียน นางสาวขวัญชนก นุ่มอุรา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานการพัฒนาอุตสาหกรรม - รูปภาพ กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
08 พ.ค. 2569
"ถอดรหัสไอเดียสร้างสรรค์สุดล้ำ! ‘นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก’ โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนการไว้อาลัยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน"
"ถอดรหัสไอเดียสร้างสรรค์สุดล้ำ! ‘นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก’ โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนการไว้อาลัยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน"
"ถอดรหัสไอเดียสร้างสรรค์สุดล้ำ! ‘นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก’ โมเดลธุรกิจที่เปลี่ยนการไว้อาลัยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อน" เมื่อความคิดสร้างสรรค์ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการทลายกรอบธุรกิจดั้งเดิม บริษัท บุญเจริญการทอ จำกัด ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ (Strategic Pivot) ที่ทรงพลัง จากผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอสู่การเป็น "กิจการสร้างสรรค์" (Creative Enterprise) เต็มรูปแบบ โดยการหยิบเอาต้นทุนทางวัฒนธรรมและทักษะงานฝีมือมาแก้โจทย์ความยั่งยืน ภายใต้แบรนด์ "นิรันดร์ พวงหรีด รักษ์โลก" ซึ่งสะท้อนการประยุกต์ใช้การตลาดสมัยใหม่ผ่าน 3 เสาหลักกลยุทธ์ทางการตลาด ดังนี้ การยกระดับมูลค่าด้วย Eco-Design และแนวคิด BCG บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการประยุกต์ใช้แนวคิด Design Transformation โดยนำความเชี่ยวชาญในงานสิ่งทอกว่า 20 ปี มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมสินค้าเชิงสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) หัวใจสำคัญคือการออกแบบตามหลัก Circular Design ที่เปลี่ยนจากพวงหรีดดั้งเดิมซึ่งท้ายที่สุดจะกลายเป็นขยะ (Linear) ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการหมุนเวียนทรัพยากร พวงหรีดผ้าของ"นิรันดร์" ไม่เพียงแต่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้าง Functional Value ในช่วงสุดท้ายของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (End-of-life) ด้วยการออกแบบให้สามารถนำไปบริจาคเป็นผ้าห่อศพได้จริง ซึ่งเป็นการผสมผสานนวัตกรรมเข้ากับความเชื่อเชิงวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว การสร้างแบรนด์เชิงสัญลักษณ์และการสร้างสินทรัพย์ทางปัญญา (Symbolic Branding & Creative IP) การสื่อสารผ่านแคมเปญ "ไว้อาลัย ไม่ทิ้งอะไร" เป็นตัวอย่างของการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนทัศนคติทางสังคมเดิมๆ โดยการสร้าง อัตลักษณ์แบรนด์ที่เน้นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสร้างปราการทางธุรกิจด้วยการจดอนุสิทธิบัตรการผลิต ซึ่งถือเป็นการบริหารจัดการ สินทรัพย์ทางปัญญา (Intellectual Property) เพื่อคุ้มครองนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ และรักษาขีดความสามารถใน การแข่งขันในฐานะผู้นำตลาด (Market Leader) ที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์ การออกแบบเพื่อทุกคนและการสร้างคุณค่าร่วม (Inclusive Design & Creating Shared Value) ความโดดเด่นของ "นิรันดร์" คือการบูรณาการความคิดสร้างสรรค์เข้ากับห่วงโซ่อุปทานที่เป็นธรรม โดยร่วมมือกับ ศูนย์พัฒนาศักยภาพและอาชีพคนพิการ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อผลิตโครงพวงหรีดพันหวาย การดึงกลุ่มเปราะบางเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต (Inclusive Design Process) ไม่เพียงแต่เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชน แต่ยังเป็นการสร้าง Empathetic Brand ที่ทำให้คุณค่าของงานสร้างสรรค์สามารถจับต้องได้ผ่านมิติทางสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในระดับสากล 🏢 "นิรันดร์ พวงหรีดรักษ์โลก" คือบทเรียนสำคัญของการปรับตัวในโลกธุรกิจสมัยใหม่ที่พิสูจน์ว่า ผลกำไรและความยั่งยืนสามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ ผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมสู่นวัตกรรมเชิงคุณค่า ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งด้วยสินทรัพย์ทางปัญญาและการออกแบบที่ตอบโจทย์มโนธรรมของผู้บริโภค นำไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ครองใจสังคมและก้าวข้ามขีดจำกัดทางการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน นางสาวศิริกาญจน์ วันหะรับ - นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการพิเศษ - ผู้เรียบเรียง กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
29 เม.ย. 2569
สรุป 4 Mega Trends บรรจุภัณฑ์ปี 2026  เมื่อ "ความสวย" ต้องมาพร้อม "ความยั่งยืนและอัจฉริยะ"
สรุป 4 Mega Trends บรรจุภัณฑ์ปี 2026 เมื่อ "ความสวย" ต้องมาพร้อม "ความยั่งยืนและอัจฉริยะ"
สรุป 4 Mega Trends บรรจุภัณฑ์ปี 2026 เมื่อ "ความสวย" ต้องมาพร้อม "ความยั่งยืนและอัจฉริยะ" โลกในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่บรรจุภัณฑ์ไม่ใช่แค่ "เปลือกนอก" แต่คือ "หัวใจ" ของแบรนด์ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคมสูงวัย และเทคโนโลยีล้ำสมัย! แบรนด์ไหนอยากอยู่รอด ต้องรีบปรับตัวตาม 4 เทรนด์สำคัญนี้ Sustainability & Low CFP >> ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด ในยุค Global Boiling การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ได้กลายเป็นกติกาใหม่ของโลก • การออกแบบต้องมุ่งเป้าไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ • แนวคิด 4R และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): - Reduce (ลดน้ำหนัก/ความหนา) - Reuse (ใช้ซ้ำ) - Renewable (ใช้วัสดุหมุนเวียน) - Recycle (ออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่าย - Design for Recycle) • กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นมาก เช่น • EU-CBAM: การเก็บภาษีคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ซึ่งจะเริ่มเก็บจริงในปี 2026 • ESPR (Ecodesign for Sustainable Products Regulation): กฎระเบียบด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนของสหภาพยุโรปที่เน้นความทนทาน การซ่อมแซม และการรีไซเคิล • EPR (Extended Producer Responsibility): การที่ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย Smart Packaging >> บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ สื่อสารได้ ปกป้องดี โดยบรรจุภัณฑ์จะทำหน้าที่เป็น "ผู้ช่วยส่วนตัว" ของผู้บริโภค • Active Packaging ยืดอายุสินค้า (Shelf-life) ลดขยะอาหารด้วยเทคโนโลยีดูดซับออกซิเจน • Intelligent Packaging มีตัวบ่งชี้ความสด (Freshness Indicator) หรือบอกความพร้อมในการทาน • Interactive ใช้ QR Code, NFC หรือ AR เพื่อบอก Story และสร้างความโปร่งใสที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) AI & Digitalization >> เน้นเร็ว แรง และโดนใจรายบุคคล โดยการใช้ AI เข้ามาปฏิวัติวงการออกแบบและการผลิต • AI for Design ออกแบบและตรวจสอบคุณภาพ (QC) ได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น • Digital Printing รองรับสินค้ากลุ่ม Personalization หรือ Limited Edition สั่งผลิตจำนวนน้อยได้แบบไม่ต้องรอ • Logistics Automation บรรจุภัณฑ์ถูกออกแบบมาให้ "หุ่นยนต์" ในคลังสินค้าหยิบจับได้สะดวกที่สุด Universal Design >> ออกแบบเพื่อทุกคน (โดยเฉพาะวัยเก๋า) เมื่อโลกก้าวสู่สังคมสูงวัย บรรจุภัณฑ์ต้อง "เป็นมิตร" กับทุกคน • เน้นความง่าย เปิด-ปิดสะดวก ไม่ต้องใช้แรงเยอะ • สื่อสารชัดเจน ใช้ภาพและสีที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสายตา บรรจุภัณฑ์ปี 2026 จึงคือการหา "Optimum Balance" หรือจุดสมดุลระหว่าง การปกป้องสินค้า ความสะดวก และความรับผิดชอบต่อโลก โดยมีเทคโนโลยีเป็นตัวเชื่อมโยงคุณค่าของแบรนด์ไปสู่ผู้บริโภค ศิรินวลแพร วัจนะรัตน์ – นักวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์- ผู้เขียน กลุ่มพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
24 เม.ย. 2569
เทคนิคพิชิตใจผู้บริโภค : จากปัจจุบันสู่อนาคตของการตลาดยุคใหม่
เทคนิคพิชิตใจผู้บริโภค : จากปัจจุบันสู่อนาคตของการตลาดยุคใหม่
เทคนิคพิชิตใจผู้บริโภค : จากปัจจุบันสู่อนาคตของการตลาดยุคใหม่ ในโลกที่การแข่งขันทางธุรกิจทวีความรุนแรงขึ้น ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อเพียงเพราะ “สินค้า” อีกต่อไป แต่เลือกจาก “ประสบการณ์” และ “ความรู้สึก” ที่แบรนด์มอบให้ ดังนั้นการพิชิตใจผู้บริโภคในปัจจุบันจึงต้องผสานทั้งศิลปะของการสื่อสารและกลยุทธ์เชิงลึก พร้อมต่อยอดไปสู่แนวโน้มในอนาคต ความประทับใจแรก (First Impression) ยังคงมีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอในบริบทปัจจุบัน ในมิติพื้นฐาน ธุรกิจยังคงต้องให้ความสำคัญกับ ภาพลักษณ์ที่ดึงดูดสายตา การออกแบบที่สวยงามและมีเอกลักษณ์ช่วยสร้าง First Impression ที่ดี ขณะที่.. ข้อความที่ชัดเจนและโดนใจ จะทำหน้าที่สื่อสารคุณค่าได้อย่างรวดเร็ว ส่วน ข้อเสนอที่คุ้มค่า และ การสร้างความพึงพอใจในทันที ยังคงเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้า อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันจนถึงอนาคต แนวทางเหล่านี้กำลังพัฒนาไปอีกขั้น โดยมีแนวโน้มสำคัญที่ธุรกิจต้องปรับตัว ได้แก่ Hyper-Personalization (การตลาดที่เข้าถึงตัวผู้บริโภคได้แบบเฉพาะเจาะจง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากกว่าที่เคย) ผู้บริโภคคาดหวังประสบการณ์ที่ “ออกแบบมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ” มากขึ้น การใช้ข้อมูลและ AI จะช่วยให้แบรนด์สามารถนำเสนอสินค้า โปรโมชั่น และคอนเทนต์ที่ตรงใจในระดับบุคคล ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จาก Mass → สู่ Me Experience Economy (เศรษฐกิจแห่งประสบการณ์ ที่มุ่งขายความรู้สึก มากกว่าแค่การขายสินค้า) แนวคิดทางธุรกิจที่เปลี่ยนจากการขายสินค้าหรือบริการทั่วไป ไปสู่การขาย “ประสบการณ์” ที่น่าจดจำและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อสัมผัสความรู้สึกประทับใจ และเรื่องราวที่แบรนด์ มอบให้แทนที่จะเป็นแค่การครอบครองวัตถุ แบรนด์ที่เก่ง = ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “นี่มันใช่!” Emotional & Value-driven Marketing (การตลาดที่สร้างอารมณ์ร่วมเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับผู้บริโภค) การตลาดที่สร้างอารมณ์ร่วมเพื่อเชื่อมโยงแบรนด์กับความรู้สึกหรือความภาคภูมิใจ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกคุณค่าแบรนด์ มากกว่าแค่เลือกสินค้า ทำให้แบรนด์เป็นที่น่าจดจำ นำเสนอสิ่งที่มากกว่าสินค้าให้เกิดความคุ้มค่าความเชื่อมั่นทางอารมณ์ โดยผ่านการเล่าเรื่องราวที่น่าดึงดูดเพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกถึงแบรนด์ได้ดีขึ้น คนซื้อเพราะ “อิน” Instant Gratification (ความพึงพอใจในทันที) กลยุทธ์การตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทันที เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดโดยไม่ต้องรอคอย เป็นการตลาดที่เน้นความรวดเร็ว ความสะดวกสบาย และผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในทันที ซึ่งช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้สูงมากขึ้น UX ดี / ส่งไว / ตอบเร็ว = ปิดดีลก่อนคู่แข่ง Authenticity Content (การตลาดแบบจริงใจ) คอนเทนต์ในอนาคตจะไม่ใช่แค่ “สวย” แต่ต้อง “จริง” และ “มีตัวตน” ผู้บริโภคเชื่อในรีวิวจากผู้ใช้จริง อินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็ก (Micro-influencer) และเรื่องเล่าที่เข้าถึงอารมณ์ “ความไม่เพอร์เฟกต์ที่จริงใจ” คือพลังใหม่ของการตลาดที่แท้จริง Data-Driven Marketing (การใช้เทคโนโลยีและข้อมูล) การทำ Data-Driven Marketing เป็นรูปแบบหนึ่งของการตลาด โดยเป็นการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค (Customer data) ทั้งในด้านพฤติกรรมการซื้อสินค้าและสถิติ แนวโน้มความสนใจในด้านต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาแผนกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องและตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด “ข้อมูล” คืออาวุธ การพิชิตใจผู้บริโภคในอนาคต จึงไม่ใช่แค่ “การดึงดูดความสนใจ” แต่คือการ “สร้างความสัมพันธ์” ที่ยั่งยืน แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะต้องเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ปรับตัวไว ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและที่สำคัญที่สุดคือ “สร้างคุณค่าที่แท้จริง” ให้กับผู้บริโภคในทุกจุด ดังนั้น แบรนด์ที่ไปได้ไกล จะต้อง...> เข้าใจลูกค้าแบบลึกจริง > ปรับตัวไวเหมือนสตาร์ทอัพ > ใช้เทคโนโลยีแบบมีสมอง > และที่สำคัญ…ต้องมี “หัวใจ” เมื่อธุรกิจสามารถผสานทั้งความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจมนุษย์ได้อย่างลงตัว ก็จะสามารถครองใจผู้บริโภคได้ทั้งในวันนี้และอนาคต สุภาพร ตั้งจิตติพร นักวิชาการอุตสาหกรรม กลุ่มพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
17 เม.ย. 2569
สงกรานต์ยุคพลังงานแพง !! เมื่อ "ดีไซน์" กลายเป็นพระเอกช่วยโลก (และกวาดกำไร!)
สงกรานต์ยุคพลังงานแพง !! เมื่อ "ดีไซน์" กลายเป็นพระเอกช่วยโลก (และกวาดกำไร!)
สงกรานต์ยุคพลังงานแพง เมื่อ "ดีไซน์" กลายเป็นพระเอกช่วยโลก (และกวาดกำไร!) วิกฤตพลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของค่าไฟที่พุ่งสูง แต่นี่คือ “โจทย์ใหม่” ที่ท้าทายนักออกแบบและผู้ประกอบการสาย Creative! ใน”สงกรานต์”นี้ เราสนุกได้ แต่ต้องไม่เปลืองพลังงาน !! นี่คือโอกาสพลิกงานดีไซน์ให้กลายเป็นเงิน.. แนวคิดที่อาจช่วยจุดประกายไอเดียสร้างสรรค์ในการออกแบบสินค้ารับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ . Multi-functional Design Packaging >> บรรจุภัณฑ์ที่เป็นได้มากกว่าถุงใส่ของ! ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่แปลงร่างเป็น "พัดลมกระดาษ" หรือ "ที่บังแดด" ได้ทันทีหลังจากแกะใช้ ลดขยะและช่วยคลายร้อนโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ชนะใจลูกค้าด้วยความใส่ใจ Creative Materials >> ใช้ Graphic Design บนบรรจุภัณฑ์ / สินค้าที่เปลี่ยนสีได้เมื่อโดนความร้อนหรือรังสี UV (Thermochromic and Photochromic Material) เพื่อเตือนผู้บริโภคถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือเมื่อถูกแสงแดดที่มีรังสี UV หรือ ปรับเปลี่ยนไปใช้เนื้อผ้า/วัสดุที่ช่วยระบายความร้อนได้เร็ว เพื่อลดการพึ่งเครื่องปรับอากาศ สื่อสารความ “Cool” ผ่านสายตา (Visual Cooling) งานออกแบบไม่ได้มีไว้แค่สัมผัส แต่มีไว้ “มอง” การเลือกใช้ Color Palette โทนเย็น หรือ Packaging ที่มี Texture โปร่งแสงเลียนแบบน้ำแข็ง ช่วยลดอุณหภูมิทางใจ (Psychological Cooling) ให้ลูกค้าอยากคว้าสินค้าของคุณขึ้นมาทันที ในวิกฤตพลังงาน งานสร้างสรรค์คือ “ทางออก” ที่จับต้องได้ที่สุด สำหรับผู้ประกอบการสาย Fashion & Lifestyle ที่มองเห็นโอกาส แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้น “สื่อสาร” ความ Cool ผ่านงานออกแบบอย่างไรให้โดนใจตลาด >> Thai-IDC (ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมเป็นคู่คิดเคียงข้าง SMEs ไทย: ให้คำปรึกษาการปรับภาพลักษณ์โลโก้ หรือการออกแบบ Tag สินค้าตอบโจทย์ทั้งแนวคิดแบรนด์และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ มั่นใจในไอเดียสร้างสรรค์ด้วยบริการแนะนำเรื่องการจดลิขสิทธิ์/เครื่องหมายการค้า ปกป้องนวัตกรรมและงานดีไซน์ของคุณไม่ให้ใครลอกเลียนแบบได้ วิกฤตเปลี่ยนเป็นโอกาสได้เสมอ ถ้าเริ่มที่การออกแบบที่ดี... ผู้ประกอบการที่สนใจรับคำปรึกษาจากทีมนักออกแบบมืออาชีพ สามารถติดต่อเราได้ที่ ศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (DIPROM Thai-IDC) กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม : 081 245 4721 : @Thai-IDC กิติบดี อินทปัญญา - นักวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ กส.กสอ. ผู้เขียน
07 เม.ย. 2569
อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย…ปรับตัวอย่างไรในมหาวิกฤตยุค “โลกเดือด”
อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย…ปรับตัวอย่างไรในมหาวิกฤตยุค “โลกเดือด”
อุตสาหกรรมสิ่งทอไทย…ปรับตัวอย่างไรในมหาวิกฤตยุค “โลกเดือด” !!!! ในวันนี้ที่ “โลกเดือด” นอกเหนือจากโลกได้ก้าวจากสภาวะโลกร้อนเข้าสู่สภาวะโลกเดือด (Global Boiling) เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว โลกยังเผชิญกับวิกฤตมหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลให้อุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเดือดร้อนจากการรับมือแรงกดดันครั้งใหญ่ จากการขาดแคลนพลังงาน และหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศไทยอย่าง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ถือเป็นหนึ่งในกลไกหลักของ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ที่มีบทบาทในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ผ่านการผสานนวัตกรรม การเลือกใช้วัสดุ และการออกแบบ อย่างไรก็ตาม จากภาวะโลกเดือดในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งกระบวนการผลิตและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ “2 โลกเดือด” เปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมสิ่งทอ สถานการณ์รอบด้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้อุตสาหกรรมต้องเผชิญกับความท้าทายทุกมิติ ได้แก่ วัตถุดิบมีแนวโน้มขาดแคลนและมีความผันผวนสูง ต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะพลังงานและทรัพยากรเพิ่มสูงขึ้น ความเสี่ยงจากวิกฤตสงครามที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค กับการตื่นตัวของกระแสสินค้า “รักษ์โลก” และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สิ่งเหล่านี้กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องแต่งกายต้อง “ปรับตัวครั้งใหญ่” จากรูปแบบการผลิตเดิม สู่แนวทางที่เน้นความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อโลก ทางรอดของอุตสาหกรรม >> จากการผลิต สู่การสร้างคุณค่า การปรับตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอในยุคนี้ จึงต้อง "ลดต้นทุน" ควบคู่ไปกับการ “สร้างคุณค่า” โดยมุ่งเน้นแนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการใช้พลังงานและน้ำในกระบวนการผลิต การเลือกใช้ วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม / วัสดุธรรมชาติ การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ ตามแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ตามแนวคิด Slow Fashion และ Sustainable Fashion แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” และ “ความแตกต่าง” ให้กับสินค้าไทยในตลาดโลก Thailand Textiles Tag >> เครื่องมือยกระดับสู่ความเชื่อมั่น “Thailand Textiles Tag” หนึ่งในกลไกเชิงนโยบายที่สำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่มุ่งยกระดับและผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน ด้วยเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย ทั้งในด้านการผลิต มาตรฐาน และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม อันสะท้อนถึง ความโปร่งใสในกระบวนการผลิตที่สามารถตรวจสอบได้ คุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม การใช้วัสดุรีไซเคิลและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มาตรฐานที่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน Thailand Textiles Tag ยังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดย กสอ. (DIPROM) ให้การสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการสร้างโอกาสทางการตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ของตนเองสู่มาตรฐานที่ตลาดทั้งในและต่างประเทศยอมรับ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค สร้างมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในระยะยาว ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ภาวะโลกเดือดอาจเป็น “ความท้าทาย” แต่ในขณะเดียวกันก็เป็น “โอกาส” สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกในฐานะอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความยั่งยืน ผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัวได้เร็ว จะเป็นผู้ที่สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต สนใจยื่นขอ Thailand Textiles Tag www.thailandtextilestag.com thailandtextilestag64@gmail.com 0-2713-5492-9 ต่อ 542, 546 รุ้งประภา ปัญญาพงษ์ นักวิชาการอุตสาหกรรม – ผู้เรียบเรียง กลุ่มพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (กอ.กส.กสอ.)
03 เม.ย. 2569
The Strategic Craft  ปั้นแบรนด์ชุมชนให้สง่างาม ด้วยสมดุลแห่งดีไซน์และกลยุทธ์ที่จับต้องได้
The Strategic Craft ปั้นแบรนด์ชุมชนให้สง่างาม ด้วยสมดุลแห่งดีไซน์และกลยุทธ์ที่จับต้องได้
The Strategic Craft ปั้นแบรนด์ชุมชนให้สง่างาม ด้วยสมดุลแห่งดีไซน์และกลยุทธ์ที่จับต้องได้ เมื่อนิยามของคำว่า 'Local' ถูกร้อยเรียงขึ้นใหม่ด้วยเทคนิคที่คาดไม่ถึง เบื้องหลังแบรนด์ชุมชนจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการอนุรักษ์ แต่คือการ 'ปฏิวัติ' (Revolution) เมื่อการนำวัสดุที่มีเอกลักษณ์ของชุมชนมาเข้ากระบวนการดีไซน์ที่ซับซ้อน เพื่อเจียระไนคุณค่าจากภูมิปัญญาให้มีมูลค่าที่ยั่งยืน เพราะเมื่อเสน่ห์ของชุมชนถูกผนึกเข้ากับนวัตกรรมที่ล้ำสมัย สินค้าชิ้นนั้นจะไม่ใช่แค่ของใช้ แต่มันคือ Asset ที่มีมูลค่าสูง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเริ่มต้นสร้างแบรนด์จากงานฝีมือชุมชนสิ่งที่ยากไม่ใช่แค่การทำให้สินค้าสวยงามเท่านั้น แต่คือการตอบคำถามให้ได้ว่าเราอยู่ ‘ตรงไหน’ ในสายตาลูกค้า บททดสอบแรกๆ ที่ผู้ประกอบการมักตกหลุมพรางคือ ‘การตั้งราคา’ ที่มักจะตั้งราคาตามความรู้สึกหรือแค่ให้คุ้มทุน แต่หัวใจสำคัญคือ ‘การประเมินและการเปรียบเทียบ’ ดังนั้นควรตั้งราคาเท่าไรที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการเสียเงินครั้งนี้มันคุ้มค่า? คุณมอสส์ ฉัตรแก้ว ศรีสุวรรณ เจ้าของแบรนด์แฟชั่น เครื่องประดับ รองเท้า สุด Chic อย่าง Mosstories และ Former Creative Director จาก BEFORE ALL ELSE แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Local Essence เปิดเผยว่า การประเมินระดับของแบรนด์ตัวเองว่าอยู่ใน Level ไหนในสายตาเราและสายตาคนอื่น และเปรียบเทียบแบรนด์ตัวเองกับแบรนด์คู่แข่ง ทั้งในด้าน Design, Story, Quality และ Technique ว่าแบรนด์ของเรานั้นโดดเด่นกว่าคู่แข่งในด้านไหน จะทำให้การให้ตั้งราคาสินค้าและการวาง Position เป็นไปได้อย่างเหมาะสม ในฐานะวิทยากรที่มาให้ความรู้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนในกิจกรรมต่อยอดธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนยุคใหม่ ที่จัดขึ้นโดย กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หากเรามีนวัตกรรมหรือเทคนิคเฉพาะตัวที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือโอกาสในการวางตำแหน่งแบรนด์เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายที่มองหาความแตกต่าง ไม่ใช่แค่สินค้าดาษดื่น นอกจากโจทย์สุดหินอย่างการตั้งราคาสินค้าให้เหมาะสมแล้วยังมีปัญหาคลาสสิกอย่าง ‘จำนวนขั้นต่ำในการผลิต’ (MOQ) ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักกังวลว่าต้องผลิตจำนวนมากเพื่อให้ได้ราคาต้นทุนต่ำหรือควรสั่งผลิตในจำนวนเท่าใดกันแน่? แต่ในความเป็นจริงนั้น ขั้นต่ำของเราไม่จำเป็นต้องเท่ากับของคนอื่นก็ได้ คุณมอสส์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ในช่วงเริ่มต้นนั้นการมีเงื่อนไข MOQ ที่น้อย จะช่วยเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้ Connect กับพาร์ทเนอร์และทดลองตลาดได้หลากหลายขึ้น หรือเราอาจจะเริ่มต้นด้วยการใช้วัสดุที่ผลิตเองได้ หรือเชื่อมต่อกับแหล่งผลิตต้นแบบรายย่อย เพื่อทำสินค้าต้นแบบ (Prototype) ที่ราคาไม่แรงจนเกินไปและสามารถต่อรองราคาได้ จะช่วยให้เราลดความเสี่ยงในการจมทุน การปั้นแบรนด์ชุมชนอาจเริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ อย่างการทำต้นแบบไม่กี่ชิ้น หรือการลองผิดลองถูกในตลาดออนไลน์ แต่นั่นคือการบ่มเพาะประสบการณ์ที่ล้ำค่าที่สุด แม้วันนี้จะยังไม่ใช่แบรนด์ที่ทุกคนรู้จัก แต่ทุกการใส่ใจในการผลิตสินค้าที่ทรงคุณค่า และตั้งอยู่บนพื้นฐานการบริหารที่ชาญฉลาด จะเป็นรากฐานที่ส่งให้แบรนด์ของคุณเติบโตอย่างสง่างามในแบบของตัวเอง พิมพ์ชนก วิลาศรี ผู้เขียน ชลนาถ เต็งอินทร์ ผู้เรียบเรียง กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
31 มี.ค. 2569