โทรศัพท์ 1358

Wellbeing: จากกระแสสุขภาวะโลก สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
Wellbeing: จากกระแสสุขภาวะโลก สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย
🌿 Wellbeing: จากกระแสสุขภาวะโลก 🌿 สู่โอกาสของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย เมื่อ “สุขภาวะที่ดี” กลายเป็นคุณค่าหลักของผู้บริโภคยุคใหม่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า “สุขภาวะที่ดี” หรือ Wellbeing ได้กลายเป็นกระแสหลักที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่เทรนด์ของกลุ่มคนเล็กๆ ที่ชอบไลฟ์สไตล์สายสุขภาพอีกต่อไป ตัวเลขจาก Global Wellness Institute ชี้ชัดว่าตลาดนี้เติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวม และมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมสุขภาวะทั่วโลกอยู่ที่ราว 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกรวมกัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเกิดวิกฤตหลายอย่าง ตั้งแต่โควิด เศรษฐกิจผันผวน รวมถึงการใช้ชีวิตที่เร่งรีบขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดความเหนื่อยล้าสะสม ส่งผลให้คนหันมาใส่ใจความสมดุลทั้งกาย ใจ อารมณ์ และความสัมพันธ์มากขึ้น สุขภาวะที่ดีในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่แทรกซึมเข้าไปในทุกมิติของชีวิต ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน การทำงาน ไปจนถึงการท่องเที่ยว Wellbeing Lifestyle ไม่ได้เน้นแค่สุขภาพ ประเทศไทยมีขุมทรัพย์อยู่ในมือมาตั้งนานแล้ว ทั้งนวดแผนไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้จากยูเนสโกเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2019 ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สืบทอดมานานหลายร้อยปี ความหลากหลายของอาหารไทยที่ทั้งอร่อยและมีสรรพคุณทางยาจากเครื่องเทศและสมุนไพร รวมถึงความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของแต่ละภูมิภาค และไทยยังติดอันดับต้นๆ ของเอเชียในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน wellness tourism และอีกหนึ่งจุดแข็งที่อยู่เบื้องหลังขุมทรัพย์คือ สิ่งแวดล้อมและธรรมชาติที่ดีซึ่งนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ Wellbeing ให้ความสำคัญ ...แต่คำถามที่น่าสนใจคือ ไทยมีของดีขนาดนี้อยู่ในมือ แล้วทำไมถึงยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ไม่เต็มศักยภาพ ลองดูตัวอย่างแบรนด์ Wellness ชื่อดังระดับโลกอย่าง COMO Shambhala หรือ Kamalaya ที่เลือกมาทำธุรกิจในประเทศไทย กลับประสบความสำเร็จ เนื่องจากเข้าใจวิธีขายความเป็นไทยได้ดีกว่าผู้ประกอบการไทยจำนวนมากเสียด้วยซ้ำ 💡 หัวใจของการต่อยอด Wellbeing ในมิติอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองจากแค่การผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพไปสู่การสร้าง Wellbeing Lifestyle ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านสุขภาพมาผสานเข้ากับการออกแบบ เรื่องราว อัตลักษณ์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยี ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ใดในโลก โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการต่อยอดแนวคิดนี้ แบ่งได้เป็น 6 กลุ่มหลัก ได้แก่: Beauty & Personal Care Food, Nutrition & Functional Food Spa, Thai Wellness & Traditional Wisdom Mental & Emotional Wellbeing Wellness Lifestyle & Creative Craft Wellness Tourism & Experience 📌 บทสรุป: จาก Trend สู่มูลค่าเพิ่มที่ยั่งยืน ตลาดสุขภาวะโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ใหญ่พอให้ไทยมีที่ยืนได้แน่นอน แต่คำถามที่ท้าทายสำหรับประเทศไทย คือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากที่มีภูมิปัญญาดี สามารถยกระดับให้ได้มาตรฐานที่ตลาดโลกเชื่อถือ มีเงินทุนพัฒนาแบรนด์ และมีทักษะการตลาดและการเล่าเรื่อง กระแส Wellbeing ที่กำลังมาแรง ถือเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการยกระดับต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรม โดยไม่ลืมเป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คนดีขึ้นอย่างยั่งยืน สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การผสาน Trend, Creativity, Innovation และ Thai Identity เข้าด้วยกัน พร้อมเชื่อมโยงธุรกิจความงาม อาหารเพื่อสุขภาพ สปา งานคราฟต์และสิ่งทอ และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้เป็นระบบนิเวศเดียวกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันด้วยคุณค่าที่ส่งมอบถึงชีวิตผู้คน ไม่ใช่แข่งกันด้วยต้นทุนที่ถูกกว่า ในปีงบประมาณ 2570 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) เดินหน้าโครงการสร้างและพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับ SME นักออกแบบ และวิสาหกิจชุมชนให้สร้างมูลค่าเพิ่มสู่เศรษฐกิจความเป็นอยู่ที่ดี (Wellbeing Economy) ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Wellness ไลฟ์สไตล์ สิ่งทอ และการออกแบบที่รักษ์โลก ทั้งผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ พร้อมเปิดพื้นที่แสดงศักยภาพสู่ตลาด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ด้วยคุณค่าและอัตลักษณ์ของตัวเอง ถึงเวลาแล้ว ที่เราควรจะมองไปให้ไกลกว่าการเป็นแค่ปลายน้ำที่ขายของถูกให้คนอื่นเอาไปสร้างแบรนด์ต่อ แต่หันมายกระดับมาตรฐาน สร้างมูลค่า สร้างแบรนด์ ให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ให้เป็นผู้นำในเศรษฐกิจ Wellbeing ได้อย่างยั่งยืน ✍️ บทความโดย: นางสาวภัสรา นังเกิด – นักวิชาการอุตสาหกรรม (กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์)
14 ต.ค. 2569
Hand Forming and Imperfection that evokes a sense of humanity เซรามิกปั้นมือและความไม่สมบูรณ์แบบที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์
Hand Forming and Imperfection that evokes a sense of humanity เซรามิกปั้นมือและความไม่สมบูรณ์แบบที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์
Hand Forming and Imperfection that Evokes a Sense of Humanity เซรามิกปั้นมือและความไม่สมบูรณ์แบบที่สะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ ผลิตภัณฑ์เซรามิกและเครื่องปั้นดินเผา เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เข้าถึงง่าย และพบเห็นได้อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน ซึ่งเซรามิกที่เราคุ้นเคยนี้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เก่าแก่มาก โดยเครื่องปั้นดินเผาที่เก่าแก่ที่สุดพบว่ามีอายุย้อนไปถึง 28,000 ปีก่อนคริสตกาล และในปัจจุบันนี้ ผลิตภัณฑ์เซรามิกถือเป็นสินค้าส่งออกในหลายประเทศ และเป็นหนึ่งในงานหัตถกรรมที่มีความสำคัญในฐานะงานศิลปะที่สะท้อนภูมิปัญญา คุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย และเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่บอกเล่าเรื่องราวและมีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนาน 🌿 เซรามิกปั้นมือ: สุนทรียศาสตร์และร่องรอยแห่งความเป็นมนุษย์ เซรามิกปั้นมือ เป็นหนึ่งในเทคนิคการขึ้นรูปเซรามิกที่ไม่ใช่แค่เทคนิคในอดีต แต่ยังได้รับความนิยมในปัจจุบัน เพราะการปั้นมือเป็นเทคนิคที่ให้พื้นผิวและมิติที่โดดเด่นแก่ชิ้นงาน ซึ่งช่างฝีมือใช้เทคนิคเก่าแก่ที่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ ความคิด และความตั้งใจนี้ เพื่อถ่ายทอด: ⏳ Evidence of the Process: ร่องรอยของเวลาและความพยายาม 🤍 Empathy and Vulnerability: ความเปราะบางและความเข้าอกเข้าใจ 🎨 Uniqueness and Identity: ความเป็นหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งเชื่อมโยงกับความเข้าใจแก่นแท้ของสุนทรียศาสตร์โบราณของญี่ปุ่นอย่าง วาบิ-ซาบิ (Wabi-Sabi, 侘寂) ที่สะท้อนความงามของความไม่สมบูรณ์ ความเรียบง่าย และความจริงแท้ เข้ากับความโหยหาความเป็นมนุษย์ (Human Touch) ที่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทดแทนได้อย่างแท้จริงผ่านเครื่องปั้นดินเผา โดยไม่ได้สอนให้เรามองหาความงามในสิ่งที่ไร้ตำหนิ หากแต่สอนให้เรามองเห็นความงามในความไม่สมบูรณ์ ความไม่จีรัง ความไม่ครบถ้วนของสรรพสิ่ง และชวนให้เรากลับมาเป็นมนุษย์ สัมผัสความไม่สมบูรณ์แบบที่เหนือกาลเวลาให้ชัดเจนขึ้น เพื่อที่จะสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว วันนี้ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ได้นำผลงานดี ๆ ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรม มาฝากคนรักเซรามิกและงานคราฟต์ และชวนให้เรากลับมาเป็นมนุษย์ สัมผัสความไม่สมบูรณ์แบบที่เหนือกาลเวลาให้ชัดเจนขึ้น เพื่อที่จะสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัวผ่านผลงานของผู้ประกอบการเซรามิกไทยที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับทางกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 🏺 แนะนำผลงานผู้ประกอบการเซรามิกไทย 🍃 1. Taoluang Studio (ผู้ประกอบการในกิจกรรมการพัฒนาภาพลักษณ์แบรนด์และผลิตภัณฑ์สู่ Fashion Hero Brand สาขาหัตถอุตสาหกรรมไทย ภายใต้โครงการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าแฟชั่นจากทุนทางวัฒนธรรมไทยสู่สากล (Fashion Identity) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ของกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์) จุดเด่น: จากสตูดิโอเซรามิกขนาดเล็กในอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ที่สร้างสรรค์เซรามิกปั้นมือโดยได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและดินหลากหลายชนิด โดยทุกชิ้นงานต่างมีเรื่องราวเป็นของตัวเอง ตั้งแต่ชนิดของดินที่คัดสรรมาอย่างใส่ใจ สีสันและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ และร่องรอยของธรรมชาติจากการพิมพ์ด้วยใบไม้ใบหญ้าที่ทำให้เกิดความหลากหลายอย่างเป็นธรรมชาติ สู่ผลงานแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว 🦋 2. Butterfly Ceramic Studio (ผู้ประกอบการในกิจกรรมต่อยอดธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนยุคใหม่ ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์) จุดเด่น: จากจุดเริ่มต้นที่อยากทำกระถางต้นไม้ขนาดเล็กในแบบของตัวเอง สู่ผู้สร้างสรรค์และเพิ่มมูลค่างานเซรามิกได้อย่างโดดเด่น และมีเอกลักษณ์ด้วยแนวคิด ‘เซรามิกสำหรับคนไม่มีฟอร์ม’ สู่สินค้าไลฟ์สไตล์หลากหลายแบบมัลติฟังก์ชัน เข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเชื่อมโยงทางอารมณ์และรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์และความไม่สมบูรณ์แบบ 🏛️ มุมมองและการสนับสนุนจาก DIPROM กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เล็งเห็นว่า ผลิตภัณฑ์เซรามิกคราฟต์ เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรากฐานมายาวนาน และมีศักยภาพสูงในการนำศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญามาต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงศิลป์ที่มีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะในวันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าทางวัฒนธรรม ความแตกต่าง และความหมายของสิ่งที่เลือกใช้มากขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและมีตัวตนจึงสามารถก้าวข้ามการเป็นเพียง “สิ่งของ” ไปสู่การเป็น สินค้าศิลป์ร่วมสมัย ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับความรู้สึก ความทรงจำ และช่วงเวลาของชีวิต และบางที ความงามของชีวิตอาจไม่ได้อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบเสมอไป แต่อยู่ในระหว่างทางของชีวิตและความไม่สมบูรณ์แบบนั้นเอง กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้ค้นพบและดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่เหล่านั้นออกมา ผลิบานเป็นคุณค่าใหม่ที่มีความหมาย 📞 หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์ สามารถติดต่อได้ที่: หน่วยงาน: กลุ่มส่งเสริมการออกแบบอุตสาหกรรม กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทร: 081 245 4721 Inbox FB: กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ✍️ บทความโดย: นางสาวกชกร ยอดเวียงไชย – นักวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ปฏิบัติการ (กลุ่มส่งเสริมการออกแบบอุตสาหกรรม กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์)
05 ต.ค. 2569
เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วย !!! "เส้นใยกล้วย" ฮีโร่ตัวใหม่ที่คาดไม่ถึง
เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วย !!! "เส้นใยกล้วย" ฮีโร่ตัวใหม่ที่คาดไม่ถึง
🍌 เรื่องกล้วยๆ ที่ไม่กล้วย !!! "เส้นใยกล้วย" ฮีโร่ตัวใหม่ที่คาดไม่ถึง หลายคนอาจไม่ทราบว่า "ลำต้นกล้วย" ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นวัสดุเหลือใช้หลังการเก็บเกี่ยว สามารถนำมาพัฒนาเป็น เส้นใยธรรมชาติสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้ โดยอาศัยเทคโนโลยีการสกัดและแปรรูปที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุทางการเกษตร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทออย่างยั่งยืน งานวิจัยระบุว่า เส้นใยจากลำต้นกล้วยอุดมด้วย เซลลูโลส (Cellulose) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเส้นใยสิ่งทอ มีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งแรง น้ำหนักเบา และสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จึงได้รับความสนใจในการนำมาผลิตเป็นเส้นด้าย ผ้าทอ รวมถึงวัสดุคอมโพสิตและวัสดุชีวภาพสำหรับการใช้งานในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ✨ จุดเด่นของเส้นใยกล้วย 🏋️ แข็งแรงและทนทาน มีคุณสมบัติด้านความแข็งแรงที่เหมาะสำหรับการผลิตสิ่งทอและวัสดุอุตสาหกรรม ♻️ เพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ช่วยลดปริมาณของเสียสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร 🌿 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เส้นใยสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลดการใช้เส้นใยสังเคราะห์จากปิโตรเลียม 🎨 ต่อยอดได้หลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่เพียงใช้ผลิตเสื้อผ้าและสิ่งทอแฟชั่น แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นกระเป๋า งานหัตถกรรม กระดาษคุณภาพสูง และวัสดุคอมโพสิตสำหรับอุตสาหกรรม 🇹🇭 ประเทศไทยมีศักยภาพอย่างมากในการต่อยอด “วัสดุเหลือใช้จากการเกษตร” ให้กลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง โดยเฉพาะลำต้นกล้วยที่มีอยู่ในหลายพื้นที่ หากนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนากระบวนการสกัดและแปรรูปอย่างเหมาะสม ก็สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยได้ จาก “ลำต้นกล้วย” ที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงวัสดุเหลือใช้ สู่ “เส้นใยแห่งโอกาส” ที่สามารถสร้างมูลค่าใหม่ให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของการนำแนวคิด Bio-Circular-Green Economy (BCG Economy) มาสร้างให้เกิดขึ้นจริง ด้วยการเปลี่ยนของเหลือให้กลายเป็นทรัพยากร เปลี่ยนทรัพยากรให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ 💡 เพราะในโลกของการพัฒนาอย่างยั่งยืน “ของเหลือ” อาจไม่ใช่สิ่งที่หมดคุณค่า แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ เรื่องกล้วย ๆ จึงไม่กล้วยอย่างที่คิด... เพราะเส้นใยเส้นเล็ก ๆ จากลำต้นกล้วย อาจกลายเป็นอีกหนึ่งเส้นทางสำคัญของอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยในอนาคต ✍️ นายพุฒิพงศ์ ชยันโต - วิศวกรปฏิบัติการ-ผู้เขียน กลุ่มพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
17 ก.ย. 2569
จาก “Fast” สู่ “Smart” Fashion: ปรับลุคให้ปังและรักษ์โลกด้วย Thailand Textile Tag
จาก “Fast” สู่ “Smart” Fashion: ปรับลุคให้ปังและรักษ์โลกด้วย Thailand Textile Tag
👔 จาก “Fast” สู่ “Smart” Fashion: ปรับลุคให้ปังและรักษ์โลกด้วย Thailand Textile Tag ในยุคที่เสื้อผ้าใหม่มาไวไปไวราวกับอาหารจานด่วน เรากำลังเผชิญกับวิกฤต “Fast Fashion” ที่สร้างปัญหาสิ่งทอล้นโลกและมลพิษจากการผลิต ถึงเวลาแล้วที่เรา—ในฐานะผู้บริโภค—จะเปลี่ยนจากการซื้อตามกระแส มาเป็นการเลือกซื้ออย่างชาญฉลาด โดยเลือกจากคุณภาพ และมาตรฐานอย่างเช่น Thailand Textile Tag (ฉลากคุณภาพผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทย) เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางตามเทรนด์ใหม่ให้เรามั่นใจว่าได้เสื้อผ้าที่ใส่สบาย คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อโลกไปพร้อมกัน 💡 Trick สุดปังสำหรับปรับลุค จาก Fast สู่ Smart Fashion >> 1️⃣ Quality Over Quantity: เลือกเสื้อผ้าที่ใช่ ใส่ได้นาน วิธีลดขยะแฟชั่นที่ง่ายที่สุดคือ การเลือกเสื้อผ้าที่ใช้งานได้ยาวนาน ป้าย Thailand Textile Tag คือตัวช่วยคัดกรองสินค้าที่ผ่านการทดสอบความทนทาน ทั้งความเหนียวของเส้นใย เนื้อผ้าไม่หดตัวเสียทรงหลังซัก และสีไม่ตกง่าย ทำให้เราไม่ต้องซื้อบ่อย ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าและลดการสร้างขยะสิ่งทอตั้งแต่ต้นทาง 2️⃣ ปลอดภัย มั่นใจ ทุกครั้งที่สวมใส่ เมื่อเลือกซื้อเสื้อผ้าที่มีป้าย Thailand Textile Tag ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การันตีสินค้าไทย (Made in Thailand): มั่นใจได้ว่าเป็นสินค้าที่ใช้เส้นด้าย ถักทอ ฟอกย้อม หรือตกแต่งสำเร็จในประเทศไทยอย่างมีมาตรฐาน ปลอดภัยไร้สารอันตราย: ผ่านการทดสอบทางห้องปฏิบัติการว่าปลอดสารก่อมะเร็ง (Azo Dyes) ฟอร์มาลดีไฮด์ และโลหะหนัก จึงปลอดภัยต่อผิวหนัง ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง ทนทาน คุ้มราคา: เนื้อผ้าคุณภาพดี สีไม่ซีดจางง่ายจากการซัก แสงแดด หรือจากการทำกิจกรรม 3️⃣ ทุกการช้อปของเรา คือการขับเคลื่อนโลกที่ยั่งยืน การเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมายนี้ นอกจากจะได้เสื้อผ้าคุณภาพดีแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่การผลิตในประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน อีกทั้ง ผู้บริโภค และผู้ผลิต ยังหันมาความสนใจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย เพื่อขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมตามแนวทาง BCG Model พร้อมส่งเสริม Soft Power แฟชั่นไทยให้เติบโตในระดับสากล 4️⃣ เปลี่ยนจาก "FAST" เป็น "SMART" แค่เปลี่ยนวิธีเลือกซื้อ การปฏิวัติโลกแฟชั่นไม่ได้เริ่มจากรันเวย์ แต่อยู่ที่การตัดสินใจซื้อของเรา เพียงมองหาป้าย Thailand Textile Tag ทุกครั้งที่ช้อปปิ้ง คุณก็เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนแฟชั่นที่ยั่งยืนได้ ผ่านการแสดงตัวตนด้วยการแต่งตัวที่ดูดี และรับผิดชอบต่อโลกอย่างมีสไตล์ 🌱 เพราะ “แฟชั่นอินเทรนด์” ในวันนี้ ไม่ใช่แค่สวยงามในสายตา แต่ต้อง “มีคุณค่า” ต่อโลกในระยะยาว!! ✍️ นางสาวกษิมา คำมาทอง –นักวิชาการอุตสาหกรรม- ผู้เขียน
31 ส.ค 2569
อัญมณีไทย จากความงามสู่คุณค่าที่เหนือกาลเวลา จากผืนแผ่นดินไทย ก่อกำเนิดอัญมณีล้ำค่า “ทับทิมสยาม” และ “ไพลินกาญจนบุรี” สองราชาแห่งอัญมณีที่เคยครองตลาดโลก และกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของนักสะสม
อัญมณีไทย จากความงามสู่คุณค่าที่เหนือกาลเวลา จากผืนแผ่นดินไทย ก่อกำเนิดอัญมณีล้ำค่า “ทับทิมสยาม” และ “ไพลินกาญจนบุรี” สองราชาแห่งอัญมณีที่เคยครองตลาดโลก และกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของนักสะสม
💎 อัญมณีไทย จากความงามสู่คุณค่าที่เหนือกาลเวลา จากผืนแผ่นดินไทย ก่อกำเนิดอัญมณีล้ำค่า “ทับทิมสยาม” และ “ไพลินกาญจนบุรี” สองราชาแห่งอัญมณีที่เคยครองตลาดโลก และกลายเป็นสมบัติล้ำค่าของนักสะสม 🔴 ทับทิมสยาม (Siam Ruby) : สายเลือดแห่งจันทบุรี ทับทิมสยามเป็นอัญมณีที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยโด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะทับทิมจาก อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด และ จังหวัดจันทบุรี ลักษณะเด่น >> มีสีแดงเข้มที่เรียกว่า "แดงอมน้ำตาล" หรือ "แดงก่ำ" (Dark Red) ซึ่งต่างจากทับทิมพม่าที่มีสีแดงอมชมพู เอกลักษณ์ทางธรรมชาติ >> มักมีเส้น “ไหมเงิน” (Silk) เหมือนทับทิมพม่า เหมือนผ้าไหมพันเสน่ห์ และรอยตำหนิตามธรรมชาติไม่สมบูรณ์คือเสน่ห์ของทับทิม สถานะปัจจุบัน >> ปัจจุบันเหมืองในจันทบุรีแทบจะปิดตัวลงหมดแล้ว ทำให้ทับทิมสยามแท้ๆ กลายเป็นของหายาก (Rare Item) และมีราคาสูงลิ่วในตลาดประมูล 🔵 ไพลินกาญจนบุรี (Kanchanaburi Sapphire) : อัญมณีแห่งลำน้ำแคว หากจันทบุรีคือราชาแห่งทับทิม อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ก็คือราชินีแห่งไพลิน (Blue Sapphire) ของไทย ลักษณะเด่น >> ไพลินกาญจนบุรีมีสีน้ำเงินที่มีความเข้ม (Dark Blue) และมีความโปร่งใส ความแตกต่าง >> แม้สีอาจจะไม่สว่างเท่าไพลินจากแคชเมียร์ แต่ความสะอาดของเนื้อพลอยและการเล่นไฟ (Luster) ของพลอยกาญจนบุรีนั้นถือว่าโดดเด่นมากในระดับสากล ความสำคัญ >> แม้ปัจจุบันการทำเหมืองจะลดลงมาก แต่กาญจนบุรียังคงเป็นพื้นที่สำคัญด้านการเจียระไน การค้าพลอย และการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับอัญมณีของประเทศไทย 🎨 จากคุณค่าที่ธรรมชาติรังสรรค์...สู่คุณค่าที่งานฝีมือสร้างสรรค์ แม้อัญมณีจะถือกำเนิดจากธรรมชาติ แต่คุณค่าที่แท้จริงเกิดจากฝีมือของช่างไทย โดยเฉพาะการเจียระไนและการออกแบบ ที่ช่วยเผยความงดงามของพลอยและยกระดับเป็นอัญมณีทรงคุณค่า ✂️ ศิลปะการเจียระไน (Gem Cutting): การปลุกชีวิตให้อัญมณี การเจียระไนคือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการดึงความงามของพลอยดิบออกมา ช่างเจียระไนไทยได้รับการยอมรับว่าเป็น “มือหนึ่งของโลก” โดยมีหลักการสำคัญดังนี้: การเลือกรูปทรง (Shape Selection): พลอยทับทิมและไพลินมักนิยมเจียระไนรูป ทรงไข่ (Oval) หรือ ทรงหยดน้ำ (Pear) เพื่อรักษาเนื้อพลอย (Carat Weight) ให้ได้มากที่สุด สัดส่วน (Proportion): ช่างต้องคำนวณมุมองศาของเหลี่ยมเจียร (Facets) เพื่อให้เกิดการสะท้อนแสงภายใน (Total Internal Reflection) ที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่เกิด "ก้นมืด" (Extinction) หรือ "ก้นโหว่" (Window) ความประณีต: การขัดเงา (Polishing) ต้องเรียบเนียนไร้รอบเจียร เพื่อให้พลอยเปล่งประกายไร้ที่ติ 💍 การออกแบบเครื่องประดับ (Jewelry Design) เทรนด์การออกแบบสำหรับพลอยทับทิมและไพลินในปัจจุบัน เน้นการผสมผสานระหว่างความคลาสสิกและความร่วมสมัย: The Halo Setting: การล้อมด้วยเพชรน้ำงามเพื่อขับสีแดงของทับทิมหรือสีน้ำเงินของไพลินให้โดดเด่นยิ่งขึ้น Contrast Color: การใช้ ทองคำขาว (White Gold) หรือ แพลทินัม ช่วยให้สีน้ำเงินของไพลินดูโดดเด่นและทรงพลัง ทองคำ (Yellow Gold) ช่วยขับสีทับทิมแดงให้เปล่งประกายเหนือกาล Contemporary Minimal: สำหรับคนรุ่นใหม่ ออกแบบให้เรียบง่าย (Minimal) เน้นโชว์เม็ดพลอยเดี่ยวๆ บนตัวเรือนที่เส้นสายคมชัด 💡 มุมมองจาก DIPROM ปัจจุบันอัญมณีไทยจากแหล่งกำเนิดธรรมชาติกลายเป็น Rare Item ที่พบได้ส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายต่อ (Second-hand Market) หรือเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว การเลือกซื้อจึงควรพิจารณา ใบรับรอง (Certificate) จากสถาบันที่ได้รับการยอมรับ เพื่อยืนยันแหล่งกำเนิดและคุณภาพของอัญมณี 🪎 "อัญมณีที่ทรงคุณค่าที่สุด อาจไม่ใช่เม็ดที่ใหญ่ที่สุด แต่คือเม็ดที่มีเรื่องราว" นอกจากเครื่องประดับรุ่นเก่าจะสามารถนำมาสวมใส่ตามสไตล์วินเทจได้แล้ว ยังสามารถนำอัญมณีมาปรับเปลี่ยนตัวเรือนหรือออกแบบใหม่ให้ร่วมสมัย สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการออกแบบ พร้อมสืบสานคุณค่าของมรดก Rare Item ของไทยสู่คนรุ่นใหม่อีกหลายยุคต่อไป ✍️ นายอนุชา กุลรัตน์ - ผู้สอนงานเครื่องเขิน เครื่องเงิน และเครื่องถม ระดับ ช2– เรียบเรียง กลุ่มพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
23 ก.ค. 2569
ดีพร้อม x Bioplustiq ปั้นขยะให้เป็น "วัสดุสร้างสรรค์" แจก 6 สูตรลับ.. ก้าวสู่อนาคตพลาสติกรักษ์โลก
ดีพร้อม x Bioplustiq ปั้นขยะให้เป็น "วัสดุสร้างสรรค์" แจก 6 สูตรลับ.. ก้าวสู่อนาคตพลาสติกรักษ์โลก
ดีพร้อม x Bioplustiq ปั้นขยะให้เป็น "วัสดุสร้างสรรค์" แจก 6 สูตรลับ.. ก้าวสู่อนาคตพลาสติกรักษ์โลก ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และความผันผวนด้านพลังงาน คุณป๊อป แสงชัย ทายาทรุ่นสองของบริษัท สหชัยโปรโมชั่น จำกัด กลับมองเห็น “โอกาส” ซ่อนอยู่ในวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นของเสีย ถูกต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมวัสดุเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจ และพิสูจน์ให้เห็นว่า “ขยะทางการเกษตร” ไม่ใช่ภาระ แต่สามารถกลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ช่วยสร้างทางเลือกใหม่และรับมือกับความท้าทายด้านพลังงานในอนาคตได้ ด้วยการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) อย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรม DIPROM Cross Material Design 2022, DIPROM Creative- Next 2023 และ DIPROM The Unlock Material Design 2024 ทำให้เกิดการพัฒนาพลาสติกชีวภาพจากกัญชง แกลบ และเศษไม้ ภายใต้แบรนด์ “BIOPLUSTIQ” ซึ่งเป็นการยกระดับจากโรงงานพลาสติกแบบดั้งเดิมสู่ธุรกิจวัสดุนวัตกรรมที่ตอบโจทย์อนาคต 🔑 #ถอดรหัสความสำเร็จ “6 สูตรลับปั้นขยะสู้วิกฤตพลังงาน” 1. การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน (Transformation to BCG) คุณป๊อป ได้นำแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) มาปรับใช้กับธุรกิจครอบครัวที่ทำพลาสติกมากว่า 30 ปี โดยเปิดตัวแบรนด์ “BIOPLUSTIQ” เพื่อตอบโจทย์เทรนด์โลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และใช้หลักการ Circular Economy โดยนำพลาสติกที่เหลือจากการผลิตในโรงงานและพลาสติกที่ใช้แล้วกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ 2. เปลี่ยนขยะเกษตรเป็นวัสดุสร้างสรรค์ ลดการพึ่งพาเม็ดพลาสติกนำเข้าราคาสูงโดยใช้นวัตกรรมจาก “ต้นน้ำ” ในประเทศ เช่น การนำกัญชง แกลบ ฟางข้าว เศษไม้ และเปลือกโกโก้ มาพัฒนาเป็น Bio-Plastic จนเกิดเป็นวัสดุสร้างสรรค์รักษ์โลก ซึ่งนอกจากจะลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยลดปัญหา PM 2.5 จากการเผาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรอีกด้วย 3. เน้นการออกแบบเพื่อ “เพิ่มมูลค่า” มากกว่าเน้น “ราคา” เปลี่ยนจาก “การขายของถูก” เป็น “การขายคุณค่า” โดยการนำวัสดุเหลือใช้มาออกแบบใหม่ ผ่านกระบวนการ Upcycling เช่น กระถางต้นไม้นวัตกรรม >> จากพลาสติกผสมเศษพืช แข็งแรงทนทานเทียบเท่าพลาสติกใหม่ บ้านแมว Pet a Nap จากลังผลไม้เก่า >> การนำวัสดุหมุนเวียนมาดีไซน์ใหม่ให้ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งทั้งสองผลิตภัณฑ์ได้รับการพัฒนาร่วมกับ #DIPROM จนสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมหาศาล 4. การปรับมุมมองจาก “Local” สู่ “Global” ด้วยมาตรฐานสากล ยกระดับจากการเป็นแบรนด์ไทยสู่การสร้างความเชื่อมั่นในตลาดโลก ผ่านการได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งเปรียบเสมือน “ใบเบิกทาง” สู่ตลาดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน มาตรฐานดังกล่าวช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ และยังสะท้อนถึงความตั้งใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เติบโตไปพร้อมกับการดูแลโลก และพร้อมแข่งขันได้ในเวทีสากล 5. การบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบและรอบด้าน การบริหารต้นทุนราย SKU: ตรวจสอบกำไรของสินค้าทุกรายการอย่างละเอียด หากรายการใดแบกต้นทุนสูงแต่กำไรต่ำ ควรหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อประหยัดกระแสเงินสด (Cash Flow) ลดพลังงานในกระบวนการผลิต: นอกจากวัตถุดิบจากขยะแล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร เช่น มอเตอร์ หรือการลดการเดินเครื่องเปล่า เป็นการลดต้นทุนที่ทำได้ทันที กระจายความเสี่ยงด้าน Sourcing: อย่าฝากชีวิตไว้กับ Supplier รายเดียว เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองและป้องกันปัญหาสินค้าขาดแคลน 6. พลังขับเคลื่อนจาก DIPROM ดีพร้อมไม่ได้หยุดอยู่แค่การสนับสนุนแนวคิด แต่ยกระดับผู้ประกอบการให้ “คิดแบบนักออกแบบ” มองสินค้าในมิติใหม่ ผสานความคิดสร้างสรรค์เข้ากับวัสดุและฟังก์ชัน เพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ธรรมดาให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่ ต้นแบบความสำเร็จของ คุณป๊อป แสงชัย แห่ง บริษัท สหชัยโปรโมชั่น จำกัด ในครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อ “นวัตกรรม” มาบรรจบกับ “แรงหนุนที่ตรงจุด” สามารถช่วยเปลี่ยน “ขยะ” ที่ไม่มีคุณค่าไปสู่ “วัสดุที่มีคุณค่าใหม่” ให้โลก อีกทั้งผลักดันให้ SME ไทย สามารถยืนหยัด ก้าวข้ามวิกฤตและพลิกกลับมาแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน หากคุณกำลังมองหาผลิตภัณฑ์รักษ์โลก หรือโซลูชั่นวัสดุทางเลือกที่ตอบโจทย์อนาคต สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ >> Facebook : Bioplustiq Instagram : Bioplustiq Website : www.bioplustiq.com ✍️ น.ส. โสรยา ตันเจริญ - นักวิชาการอุตสาหกรรม - ผู้เขียน กลุ่มพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
25 มิ.ย. 2569
Pineapple Fiber: จากผลไม้สู่รันเวย์! นวัตกรรมเส้นใยสุดจึ้งที่สายแฟต้องมี
Pineapple Fiber: จากผลไม้สู่รันเวย์! นวัตกรรมเส้นใยสุดจึ้งที่สายแฟต้องมี
Pineapple Fiber: จากผลไม้สู่รันเวย์! นวัตกรรมเส้นใยสุดจึ้งที่สายแฟต้องมี ในวันที่โลกแฟชั่นไม่ได้แข่งกันแค่ “ความงาม” แต่กำลังแข่งขันกันด้วย “ความรับผิดชอบต่อโลก” วัสดุที่ใช้ในการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หนึ่งในนวัตกรรมที่กำลังมาแรงและถูกจับตามองในระดับโลก คือ “เส้นใยสับปะรด” (Pineapple Fiber) วัสดุที่พลิกภาพ “ของเหลือทางการเกษตร” ให้กลายเป็น “ไอเทมแฟชั่นระดับพรีเมียม” ได้อย่างน่าทึ่ง จุดเริ่มต้น >> ขยะจากใบสับปะรด…สู่แฟชั่นสุดสร้างสรรค์ที่มากกว่าแค่ “วัสดุ” ทุก ๆ ปี “ใบสับปะรด” มักถูกทิ้งหรือเผาทำลายหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งก่อให้เกิดทั้งมลพิษทางอากาศและการสูญเสียทรัพยากรโดยไม่จำเป็น #แต่!! ในมุมมองของนักนวัตกรรม ใบสับปะรดไม่ใช่ “ขยะ” หากแต่เป็น “แหล่งเส้นใยธรรมชาติ” ที่มีศักยภาพสูง ด้วยการใช้กระบวนการสกัดเส้นใยจากใบ (Fiber Extraction) แล้วนำมาผ่านการแปรรูปเชิงเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นวัสดุที่เรียกว่า Piñatex ซึ่งสามารถใช้ทดแทนหนังสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ... และในขณะเดียวกันนักออกแบบทั่วโลกกำลังนำเส้นใยสับปะรดมาตีความใหม่ ให้กลายเป็นแฟชั่นที่ทั้ง “ล้ำ” และ “เล่าเรื่องได้” นี่คือการเปลี่ยน “ของไร้ค่า” ให้กลายเป็น “ทรัพยากรแห่งอนาคต” อย่างแท้จริง คุณสมบัติที่ทำให้ Pineapple Fiber ไม่ธรรมดา เส้นใยสับปะรดไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องความยั่งยืน แต่ยังตอบโจทย์ด้านการใช้งาน และดีไซน์ ได้อย่างครบถ้วน คุณสมบัติเด่น ได้แก่ >> แข็งแรงและยืดหยุ่น – เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความทนทาน เช่น กระเป๋า รองเท้า น้ำหนักเบา – สวมใส่สบาย คล่องตัวทุกไลฟ์สไตล์ พื้นผิวคล้ายหนัง – ให้ความรู้สึกหรูหราโดยไม่ต้องใช้หนังสัตว์ ระบายอากาศได้ดี – ลดความอับชื้นเมื่อใช้งาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม – ลดการใช้สารเคมีและทรัพยากร สิ่งเหล่านี้ทำให้ Pineapple Fiber ไม่ได้เป็นเพียง “ตัวเลือก” แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานใหม่” ของวัสดุแฟชั่น จากแล็บสู่รันเวย์ >> เมื่อแฟชั่นระดับโลกเลือกความยั่งยืน ปัจจุบัน แบรนด์แฟชั่นจำนวนมากเริ่มหันมาใช้วัสดุทางเลือก เช่น เส้นใยสับปะรด และเส้นใยจากธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป 👕 เสื้อผ้า: ดีไซน์ที่หายใจได้ เส้นใยสับปะรดสามารถนำมาทอเป็นผ้า หรือผสมกับเส้นใยอื่น เพื่อเพิ่มความนุ่ม และความยืดหยุ่น ทำให้เกิดผ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น เสื้อแจ็กเก็ตทรงมินิมอล ที่โชว์พื้นผิวธรรมชาติแบบไม่ต้องแต่งเติมมาก เสื้อเชิ้ต Eco-Luxury ที่ผสมความหรูและความรักษ์โลก เสื้อผ้าแนว Streetwear ที่ใช้ texture ของเส้นใยเป็นจุดเด่น 👜 กระเป๋า: จากธรรมชาติสู่ไอเทมแฟชั่นระดับพรีเมียม เพราะพื้นผิวมีความคล้ายหนัง และสามารถขึ้นรูปได้หลากหลาย เช่น กระเป๋าทรงเรขาคณิต (Geometric Bag) ที่เน้นโครงสร้างชัดเจน กระเป๋าสานผสมวัสดุธรรมชาติอื่น ๆ เช่น หวาย หรือผักตบชวา กระเป๋าแฟชั่นแบบ Limited Edition ที่โชว์ texture เส้นใยแบบดิบๆ 👟 รองเท้า: นวัตกรรมที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะทั้งเบา ทน และมีความยืดหยุ่น เช่น รองเท้าผ้าใบ (Sneakers) ที่ใช้ Pineapple Fiber เป็นส่วนประกอบส่วนบนของรองเท้า (Upper) รองเท้าแฟชั่นแนวมินิมอล ที่เน้นสีเอิร์ธโทน รองเท้าลำลองแบบ Unisex ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ เมื่อโลกต้องการมากกว่าความสวย แฟชั่นหมุนเวียนจึงได้เกิด อุตสาหกรรมแฟชั่นถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษมากที่สุดในโลก ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการกำจัดขยะสิ่งทอ แนวคิด Circular Fashion (แฟชั่นหมุนเวียน) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด และลดของเสียให้น้อยที่สุด Pineapple Fiber เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวคิดนี้ เพราะ... ใช้วัตถุดิบจากของเหลือ ลดการพึ่งพาหนังสัตว์ สามารถพัฒนาให้ย่อยสลายได้ในอนาคต นี่คือการออกแบบที่คิด “ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง” ไม่ใช่แค่ผลิตแล้วจบ โอกาสของไทย ในฐานะผู้ผลิตสับปะรด สู่ผู้สร้างนวัตกรรม ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลิตสับปะรดจำนวนมากในระดับโลก หมายความว่า เรามี “วัตถุดิบ” อยู่แล้วโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ หากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและการออกแบบอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยสามารถ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากของเหลือ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้านวัสดุชีวภาพ ผลักดันแบรนด์แฟชั่นไทยสู่เวทีโลก นี่ไม่ใช่แค่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่คือโอกาสในการสร้าง “ภาพลักษณ์ประเทศ” ในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืน “ถ้าคุณกำลังมองหาแฟชั่นที่ไม่ใช่แค่กระแส แต่คืออนาคต... เส้นใยสับปะรด คือคำตอบที่ใช่ที่สุดในตอนนี้!” น.ส.พวงผกา บุญยรัตนพันธ์ – นักวิชาการอุตสาหกรรม – ผู้เขียน กลุ่มพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
09 มิ.ย. 2569
เครื่องประดับฮีลใจ โอกาสเติบโตของ SME ไทยในตลาดสากล
เครื่องประดับฮีลใจ โอกาสเติบโตของ SME ไทยในตลาดสากล
เครื่องประดับฮีลใจ โอกาสเติบโตของ SME ไทยในตลาดสากล กระแส “เครื่องประดับเพื่อการฮีลใจ” (Spiritual Jewelry) ได้สร้างบทบาทใหม่ให้กับเครื่องประดับ จากเดิมที่เป็นเพียงไอเท็มเสริมลุคและสะท้อนรสนิยมของผู้สวมใส่ เปลี่ยนไปสู่การเป็นเครื่องมือแทนความเชื่อของผู้บริโภคในปัจจุบัน เมื่อโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ผู้คนจึงเริ่มปรับตัวและหันกลับมาใส่ใจ “สุขภาวะทางใจ” (Mental Well-being) มากยิ่งขึ้น โดยมองว่าเครื่องประดับไม่ได้มีหน้าที่เพียงเติมเต็มความงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์ เสริมสมดุลทางจิตใจ (Emotional and Mental Balance) และเป็นเหมือนตัวแทนของพลังบวกที่ช่วยเยียวยาจิตใจในชีวิตประจำวัน จาก “ความสวยงาม” สู่ “ความหมาย” เครื่องประดับเพื่อสุขภาพ จัดได้ว่าเป็นศาสตร์ของ Crystal Healing แตกต่างจากเครื่องประดับดั้งเดิมที่เน้นมูลค่าของวัสดุ (Value based on material) เพราะหัวใจสำคัญคือ “คุณค่าบนพื้นฐานของพลังเชิงสัญลักษณ์” (Value based on symbolic power) ที่ไม่ใช่แค่สิ่งที่สวมใส่ แต่เป็นการสื่อสารและเชื่อมโยงตัวตนของผู้ใช้เข้ากับพลังงานของอัญมณีและหินสี จะเห็นได้ว่าแบรนด์เครื่องประดับสากล ได้เปลี่ยนวิธีการสื่อสารจากการเน้นความเชื่อความศรัทธา (Faith) หรือความเป็นสิริมงคล (Auspiciousness) มาเป็นการให้ประโยชน์ด้านอารมณ์และจิตใจ ที่สามารถสะท้อนความต้องการเฉพาะบุคคล (Personalization) ได้อย่างลงตัว ความเชื่อเรื่องพลังงานในอัญมณีไม่ได้เป็นเรื่องอุปโลกน์ขึ้นมา หากอธิบายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์จะพบว่าอัญมณีและหินสีบางชนิดมีพลังงานอยู่จริง เช่น ปรากฏการณ์เพียโซอิเล็กทริก (Piezoelectric Effect) คือ การสร้างประจุไฟฟ้าจากแรงกด พบในแร่ควอตซ์ (Quartz) ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ใช้ในนาฬิกาและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประจุไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเชื่อว่าจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจที่ฟุ้งซ่านปรับเข้าสู่สภาวะสมดุลปกติ (Homeostasis) ได้ง่ายขึ้น ปรากฏการณ์ไพโรอิเล็กทริก (Pyroelectric Effect) คือ การสร้างประจุไฟฟ้าจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ เช่น พลอยทัวร์มาลีน (Tourmaline) จะปลดปล่อยรังสีอินฟราเรดในช่วงความยาวคลื่น 3–20 µm(1,2) เมื่อได้รับความร้อน มีงานวิจัยพบว่าสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตในระดับเส้นเลือดฝอย (Micro-circulation) ช่วยให้ร่างกายกำจัดสารพิษ (Detoxification) ได้ดีขึ้น โอกาสเติบโตของ SME ไทย จากการวิเคราะห์ตลาดนี้มีแนวโน้มเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดโลกจะสูงขึ้นจาก 15.69 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 16.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 (เติบโตเฉลี่ย 6.7% ต่อปี) ด้วยทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและช่างฝีมือของไทย หากผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเชื่อมโยงและเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยการออกแบบ (Value creation with design) อย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างเรื่องราว (Storytelling) และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ (Brand identity) จะสามารถยกระดับสินค้าท้องถิ่น (Local Product) รูปแบบเดิม สู่ “Spiritual Jewelry” ที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้อย่างยั่งยืน เอกสารอ้างอิง 1. Chen, F. S., Chung, H. Y., Chen, Y. J., Li, P. Y., Sasaki, T., Ishikawa, Y., Tanei, S., & Arai, I. (2024). Analysis of the impact of tourmaline and terahertz-infused clothing on heart rate variability. Journal of Biomedical Research & Environmental Sciences, 5(1), 1–4. https://doi.org/10.37871/jbres1757 2. Su, L. H., Wu, K. D., Lee, L. S., Wang, H., & Liu, C. F. (2009). Effects of far infrared acupoint stimulation on autonomic activity and quality of life in hemodialysis patients. American Journal of Chinese Medicine, 37(2), 215–226. https://doi.org/10.1142/S0192415X09006783 3. The Business Research Company. (2024). Spiritual jewelry global market report 2024. https://www.thebusinessresearchcompany.com/.../spiritual.... นายชวลิต จันคันธา ผู้เขียน นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
28 พ.ค. 2569
Better-for-You Snacks สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง สร้างสรรค์ความอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด
Better-for-You Snacks สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง สร้างสรรค์ความอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด
Better-for-You Snacks สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างสร้างสรรค์ความอร่อยได้แบบไม่รู้สึกผิด ขนมขบเคี้ยวมักเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาดี ๆ ที่เรามักจะหยิบมาทานระหว่างดูซีรี่ส์ นั่งคุยเล่นกับเพื่อน หรือแม้แต่ตอนที่เหนื่อยล้าอยากได้ขนมช่วยฮีลใจ ขนมจึงไม่ใช่แค่ของทานเล่นเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการเติมความสุขเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ในปัจจุบันผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคจึงเปลี่ยนไป ขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพจึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ยังกินของอร่อยได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด “Guilt-free snacks” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อีกต่อไป การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่ว่า ใครเป็นคนทำ แต่เป็นใครที่ทำได้ “น่าสนใจมากพอ” ต่างหาก Local Ingredients -> Create New Products: วัตถุดิบของไทยมีโอกาสกลายเป็นสินค้าใหม่ๆ ได้ไหม? เมื่อมองหาโอกาสในการพัฒนาสินค้า วัตถุดิบของไทยเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะวัตถุดิบท้องถิ่น ในแต่ละภาคของประเทศไทยนั้นล้วนมีความโดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่แค่การทำตามกระแส Guilt-free snacks แต่ยังช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่นให้กับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในตลาดที่มีสินค้าเหมือนๆ กัน และมีผู้ขายจำนวนมาก จะมีการแข่งขันที่สูงขึ้น ดังนั้น หากจะสร้างความแตกต่างได้ต้องลองคิดนอกกรอบ เน้นการสร้าง “ประสบการณ์ใหม่” ให้กับผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปวัตถุดิบท้องถิ่นให้อยู่ในรูปแบบที่แปลกใหม่ ทดลองผสมผสานรสชาติและเนื้อสัมผัสที่แตกต่างให้ลงตัว หรือเล่าเรื่องความเป็นมาของวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่มีเอกลักษณ์ เมื่อขนมขบเคี้ยวสุขภาพนั้น มีทั้งรสชาติ เรื่องราว และคุณค่า ผู้บริโภคก็จะได้รับประสบการณ์ที่มีความหมายและรู้สึกคุ้มค่ากับสิ่งที่เลือก For example: ผู้ประกอบการตัวอย่าง ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพไม่ซ้ำใคร ตัวอย่างของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวไทยเชิงสร้างสรรค์ (DIPROM Creative Snack) ที่จัดขึ้นในปี 2568 โดยกองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อย่าง บริษัท วาริชธ์ฟู้ดส์ จำกัด ที่นำผลผลิตส่วนเกินทางการเกษตร เช่น ผลไม้ตกเกรดอย่างกล้วยหอมทองสุก มาผ่านกระบวนการทอดแบบสุญญากาศ (Vacuum Fryer) ทำให้ได้เนื้อสัมผัสกรอบฟูคล้ายป๊อปคอร์น พร้อมรสหวานธรรมชาติไม่ต้องเติมน้ำตาล กลายเป็น “กล้วยหอมทองป๊อป (Banana Pop)” ขนมแปรรูปจากกล้วยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวโดนใจสายรักสุขภาพ อีกหนึ่งตัวอย่างหนึ่ง คือ บริษัท ข้าวคุณแม่ ฟู้ดแอนด์เบอเวอเรจ จำกัด ที่นำข้าวคุณภาพดีจากชุมชนมาพัฒนาเป็นขนมขบเคี้ยวและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยโปรตีนทางเลือก อย่าง “ผงจิ้งหรีด” และปรับภาพลักษณ์สินค้าด้วยแบรนด์ใหม่ “Gohan” พร้อมคาแรคเตอร์จิ้งหรีดสุดน่ารัก ช่วยลดอคติของผู้บริโภค ทำให้เปิดใจลองทานโปรตีนทางเลือกจากแมลง เป็นเรื่องง่ายมากขึ้น ความสร้างสรรค์ คือ “พลังสำคัญ” ที่ช่วยให้สินค้าเป็นที่น่าจดจำ การมองเห็นคุณค่าในวัตถุดิบที่มีอยู่รอบตัวและนำมาต่อยอดด้วยไอเดียใหม่ ๆ คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ความแตกต่าง” ที่แท้จริง แม้เส้นทางของการพัฒนาสินค้าอาจไม่ง่าย แต่ทุกความพยายามในการปรับเปลี่ยนล้วนเป็นการลงทุนที่มีความหมาย ขอเพียงเชื่อในสิ่งที่ทำและใช้พลังความสร้างสรรค์ก้าวเดินทีละก้าวอย่างมั่นคง เพราะทุกการทดลองเรียนรู้สิ่งใหม่ในวันนี้จะเป็นกุญแจที่พาคุณเปิดประตูสู่ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน นางสาวพิมพ์ชนก วิลาศรี ผู้เขียน กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
12 พ.ค. 2569
“Influencer ผู้มาก่อนกาล” ผู้ทรงเปลี่ยนผ้าไทยให้โลกต้องมอง !!!
“Influencer ผู้มาก่อนกาล” ผู้ทรงเปลี่ยนผ้าไทยให้โลกต้องมอง !!!
“Influencer ผู้มาก่อนกาล” ผู้ทรงเปลี่ยนผ้าไทยให้โลกต้องมอง !!! ✨หากจะกล่าวถึง “Influencer ผู้มาก่อนกาล” แฟชั่นไอคอนผู้ปฏิวัติและฟื้นฟูผ้าไทยด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในช่วงปีพุทธศักราช 2503 ประเทศไทยเริ่มเปิดประตูสู่สากลอย่างเต็มตัว ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปเพื่อเจริญสัมพันธไมตรี เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและทันสมัยของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล จุดเริ่มต้น... จากโจทย์ที่ไม่มีคำตอบในตอนแรก !! ก่อนการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงปีพุทธศักราช 2503 ปัญหาใหญ่ คือ เราไม่มีชุดประจำชาติของสตรีไทยที่เป็นเอกลักษณ์ ในสมัยนั้นสตรีไทยแต่งกายตามแฟชั่นตะวันตก หรือผสมผสานผ้าซิ่นกับเสื้อลูกไม้ ซึ่งยังดูไม่เป็นสากลสำหรับเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองระดับประมุขของรัฐ (State Banquet) พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่า “ถ้าเราจะไปเมืองเขา เราควรมีชุดที่เป็นของเราเอง เพื่อแสดงให้โลกเห็นว่าเรามีวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองมานาน” 🎯 >> หาจุดแข็งที่คนอื่นไม่มี (Distinctive Identity) ก่อนจะไปแข่งกับใคร ต้องรู้ว่า "เราคือใคร" พระองค์ทรงมองว่าถ้าแต่งกายตามฝรั่ง เราจะเป็นได้แค่ผู้ตาม เราต้องนำ “ผ้าไทย” มาใช้ เพื่อดึง “เสน่ห์” ของไทย ให้คนทั้งโลกต้องหันมามอง 🪡ถึงเวลาของการผนึกกำลัง... ตะวันออกพบตะวันตกพระองค์ทรงนำผ้าไทย (วัตถุดิบ) ไปให้ดีไซเนอร์ระดับโลกช่วยตัดเย็บโดยพระองค์ทรงมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมออกแบบ นั่นคือ • ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) ดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสชื่อดัง ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเสื้อผ้าสำหรับสุภาพสตรีชั้นสูงเข้ามาช่วยดูแลเรื่อง “โครงสร้าง” ของชุดให้ดูสากล สง่างาม เหมาะสมกับกาลเทศะ • นักประวัติศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญของไทย ผู้ช่วยค้นคว้าเรื่องรูปแบบการนุ่งห่มของสตรีไทยในราชสำนักสมัยโบราณผลที่ได้คือชุดที่ “คนไทยภูมิใจและต่างชาติยอมรับ” 🤝>> ผสานความเชี่ยวชาญจากมืออาชีพ (Professional Collaboration) ถ้าเรามีของดีแต่สร้างภาพลักษณ์ไม่เก่ง ให้ลองหาพาร์ทเนอร์หรือผู้เชี่ยวชาญมาช่วยแบ่งปันมุมมองอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์เรา เพื่อให้มีความร่วมสมัยและเป็นสากล โดยยังคงตัวตนของเราไว้ 👑ถือกำเนิด.. ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนัก อันเนื่องด้วยพระปรีชาสามารถและพระราชปณิธานอันแรงกล้าของพระองค์ในการอนุรักษ์ธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทย จึงได้ถือกำเนิดเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติของสุภาพสตรีไทยจำนวน 8 แบบ หรือที่เรียกว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” อันได้แก่ ชุดไทยจักรี ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยเรือนต้น ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยศิวาลัย เพื่อใช้สวมใส่ในโอกาสที่ต่างกัน ตั้งแต่ชุดลำลองไปจนถึงชุดราตรีสโมสร 🧵นำไปสู่ การ "ปฏิวัติผ้าไทย” อย่างแท้จริง ผ้าไหมมัดหมี่ในยุคนั้นถูกมองว่าเป็น “ผ้าบ้านนอก” หรือผ้าของคนจน แต่พระองค์ทรงนำมาตัดเย็บเป็นชุดราตรีชั้นสูง (Haute Couture) สวมใส่ออกงานท่ามกลางประมุขของนานาประเทศได้อย่างสมพระเกียรติ เมื่อชาวโลกเห็นความงามของผ้าไทย ความต้องการผ้าไทยก็พุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เปลี่ยนชีวิตเกษตรกรไทยให้มีรายได้เสริมจากการทอผ้า >> ปรับภาพลักษณ์ (Re-Branding) ของดีอยู่ที่ “การจัดวาง” (Context) ของบางอย่างแค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอ หรือเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มูลค่าก็เพิ่มขึ้นทันที เหมือนกับที่ทรงหยิบ “ผ้ามัดหมี่” มาเปลี่ยนนิยามใหม่ ให้กลาย “ชุดราตรีชั้นสูง” ควบคู่ไปพร้อมกับการเปลี่ยนชีวิตของเกษตรไทย ให้มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นั่นคือการสร้าง Social Impact อย่างชาญฉลาด เครื่องมือการทูตด้วย “ฉลองพระองค์” ตลอดการเสด็จพระราชดำเนินเยือนนานาประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นที่ชื่นชมและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากสื่อมวลชนระดับโลก ด้วยพระราชจริยวัตรที่งดงาม สง่างาม พร้อมด้วยฉลองพระองค์ที่สะท้อนถึงรสนิยมอันประณีต ตลอดจนพระราชดำรัสที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในวัฒนธรรมตะวันตก สื่อต่างชาติในยุคนั้น (เช่น นิตยสาร Vogue, Vanity Fair หรือนิตยสารแฟชั่นในยุโรป) ต่างยกย่องว่าพระองค์ทรงเป็น "พระราชินีที่มีพระสิริโฉมงดงามและแต่งกายงดงามที่สุดในโลก" นับว่าเป็นผลลัพธ์จากพระราชกุศโลบายในการผลักดันผ้าไทย ไม่เพียงแต่ทำให้นักออกแบบชั้นนำได้สัมผัสกับความงามที่มีเอกลักษณ์ของผ้าไทย แต่ยังเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยยกระดับภูมิปัญญาไทยสู่สายตาผู้คนทั่วโลก และยิ่งไปกว่านั้นหลายครั้งพระองค์ทรงนำฉลองพระองค์ชุดเดิมมา “ดัดแปลง” หรือเปลี่ยนเครื่องประดับเพื่อใช้งานในโอกาสใหม่ ซึ่งเป็นต้นแบบของความยั่งยืน (Sustainability) สำหรับแฟชั่นยุคปัจจุบัน “แม้ในยุคนั้นที่ยังไม่มีการสื่อสารไร้พรมแดน แต่ด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล พระองค์ได้ทรงวางรากฐานอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล ทรงพลิกฟื้นงานหัตถศิลป์พื้นบ้านไทยให้กลายเป็นงานฝีมือที่ทรงคุณค่าและร่วมสมัย และทรงสร้างคุณค่าให้ผ้าไทยที่ไม่ใช่เพียงอาภรณ์เครื่องนุ่งห่ม หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจ และความยั่งยืนของชาติ” 🫶และนี่คือ... แบบอย่างของ “Influencer ผู้มาก่อนกาลของไทย” ผู้ทรงใช้ความงามขับเคลื่อนคุณค่า และเปลี่ยนภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นพลังของโลกอย่างแท้จริง ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม นางสาวเบญจมาศ วรลักษณกุล นักวิชาการอุตสาหกรรมชำนาญการ - ผู้เขียน นางสาวขวัญชนก นุ่มอุรา เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานการพัฒนาอุตสาหกรรม - รูปภาพ กลุ่มเชื่อมโยงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
08 พ.ค. 2569